• อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
  • อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน
ภัยเงียบที่อาจทำลายสุขภาพ
โดยไม่รู้ตัว…

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน

ภัยเงียบที่อาจทำลายสุขภาพ
โดยไม่รู้ตัว…
Table of Contents

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน หลายคนคิดว่าเสียงกรนเป็นเพียงปัญหากวนใจคนข้าง ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การนอนกรนสามารถเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรงได้

การนอนกรนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อในช่องคอและเพดานอ่อน ขณะหายใจผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง ยิ่งทางเดินหายใจแคบมาก เสียงกรนก็จะยิ่งดังและความเสี่ยงโรคก็สูงขึ้นตาม

สาเหตุหลักของการนอนกรน

การอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน

ปัญหาสำคัญคือการตีบแคบของทางเดินหายใจจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ต่อมทอนซิลโต ลิ้นไก่ยาว หรือเนื้อเยื่อในลำคอหนา

โครงสร้างร่างกายและพันธุกรรม

คนที่มีกรามเล็ก คางถอย หรือโครงสร้างกระดูกใบหน้าบางลักษณะ จะมีโอกาสเกิดการกรนได้ง่ายกว่า

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

น้ำหนักตัวเกิน การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน และการนอนหงาย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อคอหย่อนและทำให้เกิดเสียงกรนมากขึ้น

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรนที่พบบ่อย…

1. ความดันโลหิตสูง

การหยุดหายใจซ้ำ ๆ ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease)

หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจน ทำให้เสี่ยงหัวใจล้มเหลวและหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

ภาวะนี้เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดและหลอดเลือดตีบ

4. เบาหวานชนิดที่ 2

การนอนหลับไม่เพียงพอรบกวนการควบคุมน้ำตาลในเลือด

5. ภาวะซึมเศร้า

การนอนหลับคุณภาพต่ำสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต

6. สมรรถภาพทางเพศลดลง

การไหลเวียนเลือดและฮอร์โมนถูกรบกวน

ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากการนอนกรน

การนอนกรนไม่ได้ส่งผลแค่เสียงดังรบกวนคนรอบข้างเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนที่นอนกรนโดยตรงอย่างมาก ลองนึกภาพว่าคุณตื่นขึ้นมาแต่ละวันรู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม ทั้งที่จริง ๆ นอนครบชั่วโมงตามปกติ นี่คือผลกระทบหลักที่เกิดขึ้น

  1. อ่อนเพลียและง่วงนอนระหว่างวัน
    เพราะการนอนหลับมีคุณภาพต่ำ แม้จะนอนนานแค่ไหน ร่างกายก็ไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ ส่งผลให้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ตาล้า และมีพลังงานต่ำตลอดวัน
  1. สมาธิและความจำลดลง
    สมองที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้การจดจำและโฟกัสลดลง งานที่เคยทำได้ดี กลับผิดพลาดง่ายขึ้น และอาจส่งผลเสียต่อการเรียนหรือการทำงาน
  1. อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า
    การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ระบบประสาทและฮอร์โมนในร่างกายถูกรบกวน ยังเสี่ยงต่อการเกิดอารมณ์เหวี่ยงง่าย เครียดสะสม และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในระยะยาว
  1. ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม
    เสียงกรนดังและหยุดหายใจขณะหลับทำให้คนข้างเคียงนอนไม่หลับ นำไปสู่ความเครียดและความไม่เข้าใจกันในครอบครัว นอกจากนี้ คนที่นอนกรนอาจรู้สึกอายหรือวิตกกังวลจนเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม
  1. ประสิทธิภาพการทำงานลดลงและเสี่ยงอุบัติเหตุ
    ความง่วงนอนกลางวันส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและลดประสิทธิภาพในการทำงานหรือขับขี่ยานพาหนะ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนถนนหรือในที่ทำงาน
  1. เสี่ยงปัญหาสุขภาพระยะยาว
    เมื่อคุณภาพชีวิตแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยง่ายขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา

งานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับภาวะนอนกรนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การศึกษาวิจัยจาก DMS Journal ที่จัดทำขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2022 พบว่า คนที่มีภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน ภัยเงียบที่อาจทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

การศึกษานี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยวัดระดับน้ำตาลในเลือดและประเมินภาวะดื้ออินซูลิน พบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูงกว่ากลุ่มควบคุมถึง 15-20% และมีดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้เร็วขึ้น

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า OSA ก่อให้เกิดความเครียด ออกซิเดชัน (Oxidation) ในร่างกายและภาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความต้านทานต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

| บทความที่เกี่ยวข้อง โรค “หยุดหายใจขณะหลับ” อย่าประมาท อันตรายกว่าที่คิด

ตรวจการนอนหลับ Sleep Test เพื่อวินิจฉัยโรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน

เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยประเมินความรุนแรงของภาวะนอนกรนและ OSA โดยจะวัดข้อมูล เช่น การหายใจ ชีพจร ระดับออกซิเจนในเลือด และการเคลื่อนไหวขณะนอน เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดกับปัญหาของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

@thaisleepwellness ตรวจการนอนหลับ Sleep Test💤 สะดวก ง่าย ตรวจได้ทั่วประเทศ อยู่ที่ไหนก็ตรวจได้ ⠀⠀ 𝗪𝗵𝘆 𝗩𝗶𝘁𝗮𝗹𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 & 𝗪𝗲𝗹𝗹𝗻𝗲𝘀𝘀 ? ⠀⠀ 𝗩𝗶𝘁𝗮𝗹𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 𝗖𝗹𝗶𝗻𝗶𝗰 คลินิกรักษานอนกรน เน้นการรักษานอนกรนและปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับการนอน ""ที่ต้นเหตุ"" ⠀⠀ ค้นหาสาเหตุการนอนกรน นอนกัดฟัน ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่อันตราย อย่างละเอียด ด้วยวิธีการตรวจที่หลากหลาย ได้มาตรฐานทางการแพทย์และเป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล ⠀⠀ ดูแล ให้คำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยแพทย์เฉพาะทาง 𝗔𝗺𝗲𝗿𝗶𝗰𝗮𝗻 𝗕𝗼𝗮𝗿𝗱 of 𝗗𝗲𝗻𝘁𝗮𝗹 𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 𝗠𝗲𝗱𝗶𝗰𝗶𝗻𝗲 ที่มีประสบการณ์ และนักกายภาพบำบัดวิชาชีพที่มีใบอนุญาต ⠀⠀ เน้นการรักษา แบบ ""ไม่ผ่าตัด"" 𝗛𝗼𝗹𝗶𝘀𝘁𝗶𝗰 𝗡𝗼𝗻-𝗦𝘂𝗿𝗴𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗔𝗽𝗽𝗿𝗼𝗮𝗰𝗵 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัญหา และไม่ต้องการผ่าตัดเพื่อรักษา ทำให้ ผู้เข้ารับบริการไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น กลับไปใช้ชีวิตและทำสิ่งที่รัก ได้ทันทีไม่ต้องรอนาน และหลับสนิท หลับสบาย ⠀⠀ เพราะเราเชื่อว่า ... การนอน คือการดูแลสุขภาพ ที่ดีที่สุด ⠀⠀ 𝗕𝗲𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 𝗳𝗼𝗿 𝗕𝗲𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗧𝗼𝗺𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄 ⠀⠀ ------ ⠀⠀ C𝐨n𝐭a𝐜t U𝐒 ! 𝗩𝗶𝘁𝗮𝗹𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 & 𝗪𝗲𝗹𝗹𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗖𝗹𝗶𝗻𝗶𝗰 🚈 𝗕𝗧𝗦 สถานีพญาไท ทางออกที่ 1 ⠀⠀ 𝘓𝘪𝘯𝘦 : https://maac.io/3kwXL 𝘊𝘈𝘓𝘓 𝘕𝘰𝘸 : 02 109 9998 ⠀⠀ 𝘐𝘎 𝘛𝘛 𝘛𝘠 𝘓𝘦𝘮𝘰𝘯8 @𝙩𝙝𝙖𝙞𝙨𝙡𝙚𝙚𝙥𝙬𝙚𝙡𝙡𝙣𝙚𝙨𝙨 ⠀⠀ 🖥 𝑇h𝑎i𝑆l𝑒e𝑝W𝑒l𝑙n𝑒s𝑠.𝑐o𝑚 ⠀⠀ #VitalSleepClinic #VitalSleep #vital #คลินิกรักษานอนกรน #ปัญหานอนกรน #รักษานอนกรน #นอนกรน #รักษานอนกรนแบบไม่ผ่าตัด #SleepTest #ตรวจการนอนหลับ #นอนไม่หลับฝันบ่อยง่วงทั้งวัน #หยุดหายใจขณะหลับ #รักษานอนกรนที่ต้นเหตุแบบองค์รวม ♬ เสียงต้นฉบับ - thaisleepwellness

สรุป

การนอนกรนเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การตรวจและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต

FAQs คำถามที่พบบ่อย

การกรนเบา ๆ จำเป็นต้องรักษาหรือไม่?

หากไม่มีอาการหยุดหายใจและไม่มีอาการอ่อนเพลีย อาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรติดตามอาการ

ในบางคนอาจดีขึ้นเมื่อปรับพฤติกรรม แต่ในกรณีที่มีสาเหตุจากโครงสร้างร่างกาย อาจต้องรักษาเฉพาะทาง

ใช่ โดยเฉพาะปัญหาพัฒนาการ สมาธิ และพฤติกรรม

Related Blogs and Articles
นอนกรน เสี่ยง โรคใหลตาย

อาการนอนกรนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สร้างความรำคาญใจให้กับคนรอบข้างเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่อันตรายถึงชีวิต

Sex เสื่อมเพราะนอนกรน

Sex เสื่อมเพราะนอนกรน หลายคนอาจเคยเจอกับปัญหาคู่รักนอนกรน มักจะถูกมองข้าม เพราะหลายคนคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่น่ามีผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ว่าอาการนอนกรนสามารถเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่น ๆ ที่ร้ายแรงได้ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และสามารถส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศได้ การหาวิธีรักษาการนอนกรนจึงไม่ใช่แค่เพื่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์และสุขภาพทางเพศของคู่รักได้อีกด้วย การนอนกรนในผู้ชายและผู้หญิง หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะมีอาการนอนกรนที่มากกว่าผู้หญิง แต่งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถนอนกรนได้เหมือนผู้ชายเช่นเดียวกัน จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sleep Medicine ในปี 2008 ที่ศึกษาการนอนกรนในประชากรวัยทำงานของประเทศสวีเดน พบว่า 24.5% ของผู้หญิงมีอาการนอนกรน มีอัตราที่ใกล้เคียงกับผู้ชาย ที่มีอัตราการนอนกรนอยู่ที่ 30.3% อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้การนอนกรนแตกต่างกันไป อาจเกี่ยวข้องกับลักษณะทางร่างกาย ฮอร์โมน และการใช้ชีวิต ​การนอนกรนมีผลต่อสมรรถภาพทางเพศหรือไม่?​ มีงานวิจัย Erectile dysfunction in patient with obstructive sleep apnea ที่ว่าภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางเพศ โดยเฉพาะภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) ในผู้ชาย การหยุดหายใจขณะหลับอาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง การผลิตไนตริกออกไซด์ลดลง การไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณอวัยวะเพศบกพร่อง ผลมาจากการขาดออกซิเจนระหว่างการนอนหลับ นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าและง่วงนอนในระหว่างวัน ซึ่งทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลงไม่เฉพาะในผู้ชายเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบถึงเพศหญิงได้เช่นกัน​ สาเหตุของการนอนกรน การนอนกรนสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้วิธีการรักษาอาการนอนกรนในผู้ชายและผู้หญิงอาจแตกต่างกันไปหลายปัจจัย ได้แก่ วิธีแก้ปัญหานอนกรนด้วยตนเอง แม้ว่าจะไม่มีวิธีที่สามารถรักษาอาการนอนกรนได้ด้วยตัวเองแบบรับประกัน 100% ว่าจะหายนอนกรนได้ แต่ก็มีวิธีการปรับเปลี่ยนวิธีการชีวิตที่สามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการนอนกรนได้ วิธีการรักษานอนกรนที่ VitalSleep Clinic มีวิธีการรักษาทั้งแบบไม่ต้องผ่าตัดและการผ่าตัด โดยวิธีรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด ได้แก่ การบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าและทางเดินหายใจ (Myofunctional Therapy) การใช้เครื่องมือทันตกรรม (Oral Appliance) การใช้คลื่นความถี่ความถี่สูง (Radiofrequency) และการใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (CPAP) สำหรับคนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่รุนแรงมาก การผ่าตัดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อขยายทางเดินหายใจ การผ่าตัดขากรรไกร (Maxillomandibular advancement, MMA) เคลื่อนขากรรไกรไปข้างหน้าเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางเดินหายใจ สิ่งสำคัญคือต้องรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละคน เพราะการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณในระยะยาว การได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้คุณและคนที่คุณรักสามารถนอนหลับได้ดี สรุป การนอนกรนไม่ใช่แค่ปัญหาเล็กน้อยที่รบกวนการนอนหลับของคุณหรือคู่รักเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย สมรรถภาพทางเพศ และสุขภาพจิตได้ด้วย อาการนอนกรนอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่าที่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ตรวจนอนกรน

ตรวจนอนกรนไม่ได้แค่แก้ปัญหาเสียงดังรบกวนเท่านั้น แต่ยังช่วยวิเคราะห์คุณภาพการนอน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ที่อาจซ่อนอยู่

นอนกัดฟัน อันตรายไหม

แม้ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการนอนกัดฟันที่แน่ชัดได้ แต่งานวิจัยพบว่า "ความเครียด" และ "ความวิตกกังวล" เป็นปัจจัยหลักของอาการนี้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดเรื้อรังและการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะการกระตุ้นแกน HPA (Hypothalamic-Pituitary-Adrenal axis) ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มระดับคอร์ติซอลในน้ำลาย และอาจทำให้เกิดพฤติกรรมกัดฟันซ้ำๆ ขณะนอนหลับ ข้อมูลงานวิจัยจาก PubMed Central (PMC) นอนกัดฟัน คืออะไร? นอนกัดฟัน (Bruxism) คือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ โดยผู้ป่วยจะขบฟันหรือบดฟันไปมาโดยไม่รู้ตัว อาจมีเสียงกัดฟันดังจนคนข้าง ๆ สะดุ้งตื่นกลางดึก ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และคุณภาพการนอน คนที่นอนกัดฟันมักมีอาการปวดกราม ปวดข้อต่อขากรรไกรหรือปวดศีรษะตอนตื่นนอน บางรายอาจมีพฤติกรรมนอนกัดฟันมากกว่า 100 ครั้งต่อคืนด้วย เช็กอาการ จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณนอนกัดฟัน? เพราะอาการมักเกิดขณะนอนหลับโดยที่เราไม่รู้ตัว วิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัย คือ “การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test)” สามารถตรวจจับการทำงานของกล้ามเนื้อขณะนอนหลับได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตอาการต่อไปนี้ได้ด้วยตัวเอง ดังนี้ ผลเสียจากการนอนกัดฟัน แม้อาการจะดูไม่รุนแรงมากในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้นานอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น วิธีรักษาอาการนอนกัดฟันแบบเฉพาะทางที่ VitalSleep Clinic ที่ VitalSleep Clinic เราใช้แนวทางวินิจฉัยอย่างครอบคลุม พร้อมวิธีรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อหยุดพฤติกรรมกัดฟันขณะหลับอย่างได้ผล 1. ใช้อุปกรณ์ครอบฟันกันกัดฟันเฉพาะบุคคล (Splint) หากพบว่าการนอนกัดฟันไม่ได้เกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์เฉพาะทางจะทำ Splint หรือ Night Guard แบบเฉพาะบุคคล ให้พอดีกับฟันและขากรรไกรของผู้ป่วย อ่านเพิ่มเติม 2. Myofunctional Therapy หากการนอนกัดฟันเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกลืนผิดปกติหรือลิ้นตกขณะนอน แพทย์เฉพาะทางอาจแนะนำให้บำบัดกล้ามเนื้อทางเดินหายใจและใบหน้า (Myofunctional Therapy) อ่านเพิ่มเติม สรุป นอนกัดฟันไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ ที่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลต่อทั้งสุขภาพช่องปาก รูปหน้า ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิต หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการนอนกัดฟัน ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างตรงจุด ก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรงมากขึ้น

อาการวูบหมดสติ อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เคยไหมที่อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหน้ามืด เหมือนโลกหมุน หูอื้อ อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่ซ่อนอยู่

ลูกนอนกรนไม่ควรละเลย

การนอนกรนในเด็ก ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่ากำลังมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ ซอาจส่งผลต่อสมอง พฤติกรรม และการเจริญเติบโตในเด็กได้

BiPAP กับ CPAP ต่างกันยังไง

BiPAP และ CPAP เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้การหายใจขัดข้องในช่วงนอนหลับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาการหายใจอุดกั้น ทั้ง BiPAP และ CPAP เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานี้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองเครื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของเครื่อง BiPAP และ CPAP รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละเครื่อง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกใช้เครื่องที่เหมาะสมกับตัวเอง ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง CPAP CPAP คืออะไร? CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือเครื่องช่วยหายใจที่ใช้สำหรับการบำบัดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลักการของ CPAP คือการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่และส่งผ่านท่อเข้าสู่หน้ากากซึ่งครอบไปที่ปากและจมูกของผู้ใช้ แรงดันนี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจและป้องกันไม่ให้เกิดการอุดกั้นระหว่างการนอนหลับ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ CPAP จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจขณะหลับ หลักการทำงานของ CPAP CPAP ทำงานโดยการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่ ส่งผ่านท่ออากาศเข้าสู่หน้ากากที่ครอบปากและจมูก ความดันที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดทางเดินหายใจที่อาจถูกบีบอัดหรืออุดตันในช่วงเวลาที่นอนหลับ แรงดันอากาศนี้จะถูกควบคุมให้คงที่ตลอดคืน ไม่ว่าคนไข้จะหายใจเข้าออกในจังหวะใดก็ตาม สิ่งนี้ทำให้การไหลเวียนของอากาศในระบบทางเดินหายใจเป็นปกติ ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดหายใจขณะหลับอย่างมีประสิทธิภาพ ใครบ้าง? ที่ควรใช้ CPAP CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนในช่วงเวลาที่หลับ นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับทารกที่มีปัญหาปอดพัฒนาไม่สมบูรณ์หรือผู้ที่มีภาวะการหายใจไม่เพียงพอระหว่างหลับ CPAP ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ ทำให้คนไข้รู้สึกสดชื่นและมีพลังงานในช่วงกลางวัน รับคำปรึกษา ฟรี! ขนาดและการพกพาของเครื่อง CPAP เครื่อง CPAP มีหลายขนาดให้เลือก สามารถเลือกตามความเหมาะสมของการใช้งานแต่ละคนได้เลย หากคุณใช้ที่บ้าน ขนาดของเครื่อง CPAP ที่ใหญ่กว่าอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางบ่อย การเลือกเครื่อง CPAP ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง BiPAP BiPAP คืออะไร? BiPAP (Bilevel Positive Airway Pressure) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีหลักการทำงานคล้ายกับ CPAP แต่มีความแตกต่างสำคัญในเรื่องของการปรับแรงดันอากาศระหว่างการหายใจเข้าและหายใจออก BiPAP ถูกออกแบบมาให้สามารถสร้างแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในจังหวะหายใจเข้าและหายใจออก ในขณะที่เครื่อง CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา การทำงานนี้ทำให้ BiPAP เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการแรงดันอากาศที่แตกต่างกันระหว่างหายใจเข้าและออก หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบการหายใจซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยโรคปอดและโรคทางระบบประสาท หลักการทำงานของ BiPAP เครื่อง BiPAP จะทำงานโดยการส่งแรงดันอากาศ 2 ระดับระดับหนึ่งสำหรับการหายใจเข้า (IPAP: Inspiratory Positive Airway Pressure)ระดับสำหรับการหายใจออก (EPAP: Expiratory Positive Airway Pressure)ความแตกต่างของแรงดันนี้ช่วยให้คนไข้ที่มีปัญหาหายใจเข้าและออกได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อบกพร่อง ทำให้การหายใจกลับมาเป็นปกติ ใครควรใช้ BiPAP? BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่ทำให้การหายใจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจแบบซับซ้อนที่ CPAP ไม่สามารถช่วยได้ BiPAP เป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้การหายใจกลับมาสู่ภาวะปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดและการใช้งานของเครื่อง BiPAP เครื่อง BiPAP มักจะมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับเครื่อง CPAP แต่การออกแบบส่วนใหญ่จะเน้นที่การทำงานเงียบและให้ความสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ หลายรุ่นของ BiPAP ยังมีตัวเพิ่มความชื้นในอากาศที่ส่งผ่านท่อหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อเมือกในจมูกแห้ง ทำให้การใช้งานรู้สึกสบายขึ้น ความแตกต่างระหว่าง BiPAP และ CPAP ในขณะที่ CPAP ใช้แรงดันอากาศคงที่ในการช่วยรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ BiPAP มีความสามารถในการปรับแรงดันอากาศสองระดับสำหรับการหายใจเข้าและออก ความแตกต่างนี้ทำให้ BiPAP เหมาะกับคนไข้ที่มีภาวะการหายใจที่ซับซ้อนหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคปอดหรือปัญหาทางระบบประสาทนอกจากนี้ เครื่อง BiPAP ยังมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่าซึ่งส่งผลให้ ราคาของ BiPAP มักจะสูงกว่า CPAP อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจรุนแรง ที่ไม่สามารถปรับตัวกับการใช้ CPAP ได้ BiPAP จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากช่วยให้หายใจได้สะดวกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหายใจออกที่ BiPAP จะใช้แรงดันที่น้อยกว่าในช่วงหายใจเข้า สรุป CPAP และ BiPAP ต่างก็เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ทั้งสองมีหลักการทำงานที่คล้ายกัน แต่มีข้อแตกต่างหลักในเรื่องของแรงดันอากาศที่ใช้ระหว่างการหายใจเข้าและออก CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา ในขณะที่ BiPAP สามารถปรับแรงดันอากาศตามความต้องการของผู้ป่วยได้BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน หรือมีภาวะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ส่วน CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับทั่วไป การเลือกใช้เครื่องใดเครื่องหนึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้การรักษาที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย การเลือกเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Why choose VitalSleep and Wellness
ตรวจคุณภาพการนอนหลับได้จากที่บ้าน

ตรวจการหลับ Sleep Test ที่ VitalSleep and Wellness สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดิน ทาง มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปติดตั้ง ให้ถึงที่บ้าน อ่านผลการตรวจ โดยแพทย์เฉพาะทาง Dental Sleep Medicine

ลดเสียงกรนด้วยวิธีการที่หลากหลาย

ที่ VitalSleep and Wellness นําเสนอแนวทางการรักษานอนกรน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ออกแบบ เฉพาะบุคคล รักษาได้ทั้ง แบบไม่ผ่าตัด และแบบผ่าตัด และการรักษาครอบคลุมไปถึงการรักษาอาการนอน กัดฟัน และข้อต่อขากรรไกรอักเสบ

ค้นหา และรักษานอนกรน ที่ต้นเหตุ

เน้นการตรวจเชิงลึกหลายแนวทาง เพื่อค้นหาและวินิจฉัยสาเหตุการรักษาที่แท้จริง มุ่งเน้นรักษาและบําบัดสาเหตุของการกรนที่ต้นเหตุ คือ กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ด้วย Myofunctional Therapy

แนวทางการรักษาแบบองค์รวม ผสมผสาน

นําเสนอการรักษาที่หลากหลาย ออกแบบเฉพาะบุคล เน้นการรักษาแบบผสมผสาน การรักษาหลายอย่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมทุกความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ทพ. ดร. อมรพงษ์ วชิรมน

Medical Director
แพทย์เฉพาะทางรักษานอนกรน

VitalSleep and Wellness
ดูแลโดย แพทย์เฉพาะทาง และนักกายภาพบําบัดวิชาชีพ
  • Polysomnography - Sleep Test ตรวจการนอนหลับ
  • เครื่องมือทันตกรรม รักษานอนกรน
  • เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก รักษานอนกรน
  • รักษาอาการ นอนกัดฟัน
  • รักษาอาการ ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ ขากรรไกรมีเสียงคลิก
  • บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า และทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร รักษานอนกรน
…and much more!