• อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
  • อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
เด็กเล็ก นอนกรน
กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
และระบบทางเดินหายใจ

เด็กเล็ก นอนกรน

กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
และระบบทางเดินหายใจ
Table of Contents

เด็กเล็ก นอนกรน คือการที่เด็กมีเสียงกรนขณะหลับ หรือ Obstructive Sleep Apnea, OSAเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ หรือต่อมทอนซิล เสียงกรนในเด็กเล็กอาจดูเหมือนไม่อันตราย แต่ในความเป็นจริง เด็กเล็ก นอนกรน อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติในการหายใจที่ส่งผลต่อสุขภาพ และพัฒนาการในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีภาวะ หยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ร่วมด้วย

เด็กเล็ก นอนกรน จะเริ่มเมื่ออายุเท่าไหร่?

หลายคนอาจคิดว่า “การนอนกรน” จะเกิดเฉพาะในผู้ใหญ่ แต่จริง ๆ แล้ว เด็กเล็กก็สามารถนอนกรนได้ตั้งแต่ช่วงวัยก่อนเข้าเรียน หรือแม้แต่ในวัยทารกบางรายก็เริ่มมีเสียงกรนขณะนอนได้แล้ว โดยทั่วไป เด็กอายุ 2–8 ปี เป็นช่วงที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่ ต่อมทอนซิล (Tonsils) และ ต่อมอะดีนอยด์ (Adenoids) โตขึ้นตามพัฒนาการ จนอาจไปขวางทางเดินหายใจระหว่างนอนหลับ เด็กบางคนที่มี โรคภูมิแพ้ จมูกอุดตัน หรือโพรงจมูกแคบ ก็อาจเริ่มกรนได้เร็วกว่าวัยนี้

สาเหตุที่ทำให้เด็กเล็ก นอนกรน

ต่อมทอนซิลโตและต่อมอะดีนอยด์โต สาเหตุหลักที่พบได้บ่อยในเด็ก

โรคภูมิแพ้และไซนัสอักเสบ ทำให้เยื่อบุจมูกบวม หายใจทางจมูกลำบาก

โครงสร้างใบหน้าและทางเดินหายใจ เช่น ขากรรไกรเล็ก ลิ้นใหญ่ หรือโพรงจมูกแคบ

น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในเด็ก ไขมันรอบคอเพิ่มแรงกดต่อทางเดินหายใจ

พฤติกรรมการนอน นอนหงายหรือนอนท่าที่ทำให้ลิ้นตกไปอุดทางเดินหายใจ

เด็กเล็ก นอนกรน กับความเสี่ยงของการนอนกรนต่อระบบทางเดินหายใจ

เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นช่วง ๆเด็กอาจ หายใจติดขัด ไอ หรือสำลักขณะหลับส่งผลให้ นอนหลับไม่สนิท หลับไม่ลึก ตื่นบ่อย หากปล่อยไว้ อาจกระทบต่อการทำงานของ ปอด ทำให้ปอดทำงานหนักขึ้นกว่าปกติ

เด็กเล็ก นอนกรน กับความเสี่ยงของการนอนกรนในเด็กต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

แม้ว่าเด็กเล็กจะยังไม่มีโรคหัวใจเหมือนผู้ใหญ่ แต่การนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับสามารถเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจได้

งานวิจัยจาก Penn State Child Cohort พบว่าเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีโอกาสเกือบ 3 เท่าในการเป็นความดันโลหิตสูงในช่วงวัยรุ่นเมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่มี ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)

เด็กเล็ก นอนกรน

แนวทางตรวจและการรักษา อาการ เด็กเล็ก นอนกรน

ที่ VitalSleep Clinic เราให้ความสำคัญกับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องและครอบคลุม

1. การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยแพทย์เฉพาะทาง และตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อตรวจวัดระดับออกซิเจน หัวใจ และคุณภาพการนอน

2. แนวทางการรักษา

Myofunctional Therapy กายภาพบำบัดกล้ามเนื้อช่องปากและใบหน้า ช่วยลดการอุดกั้น

สำหรับเด็กที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง การปรับพฤติกรรมการนอน

รักษานอนกรนในเด็ก ด้วยวิธี Breastfeeding Tongue-Tie Release (FF)

เป็นการผ่าตัดเล็กเพื่อแก้ปัญหา ลิ้นติด (Tongue-tie) โดยตัดเนื้อเยื่อใต้ลิ้นเพียงเล็กน้อย เพื่อให้เด็ก ขยับลิ้นได้ดีขึ้น ช่วยให้ หายใจ ดูดนม และนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รักษานอนกรนในเด็ก ด้วยวิธี RPE (Rapid Palatal Expander) และ TPA (Transpalatal Arch)

RPE เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการขยายเพดานปากโดยค่อย ๆ ปรับขากรรไกรบนให้กว้างขึ้น เพิ่มพื้นที่ทางเดินหายใจด้านหลัง โดยเฉพาะในเด็กที่มีโครงสร้างขากรรไกรแค จะช่วยให้เพดานปากและฟันขยายตัวอย่างสมดุล ลดปัญหาการอุดตันของทางเดินหายใจ ลดอาการนอนกรน

สรุป

เสียงกรนในเด็กเล็ก เป็นสัญญาณเตือนของ ปัญหาทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และการพัฒนาของเด็ก หากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ VitalSleep Clinic พร้อมดูแลการนอนหลับของลูกน้อยอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้เด็ก ๆ ได้หายใจโล่ง หลับสบาย และเติบโตแข็งแรง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เด็กเล็ก นอนกรน

1. เด็กนอนกรนถือว่าผิดปกติไหม ?
ถ้ากรนบ่อยหรือมีช่วงหยุดหายใจ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

2. สาเหตุหลักที่ทำให้เด็กนอนกรนคืออะไร ?
มักเกิดจากต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต ทำให้ทางเดินหายใจแคบ

3. เด็กนอนกรนส่งผลต่อหัวใจไหม ?
ส่งผลต่อหัวใจ การหยุดหายใจซ้ำ ๆ ทำให้หัวใจทำงานหนัก เพิ่มความเสี่ยงความดันสูง

4. เด็กนอนกรนมีผลต่อระบบทางเดินหายใจไหม ?
มีผลกระทบ จะทำให้เด็กจะหายใจลำบาก ออกซิเจนต่ำ นอนหลับไม่สนิท ส่งผลต่อการเจริญเติบโต

5. หากพบว่าลูกนอนกรน ควรทำอย่างไร ?
ควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุ และรักษาตามคำแนะนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

Related Blogs and Articles
ภาวะเด็กนอนกรน

สำหรับเด็ก เสียงกรนที่เกิดขึ้นระหว่างการหลับอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ และอาจนำไปสู่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แก้นอนกรนแบบไม่ผ่าตัด 2025

แก้นอนกรนแบบไม่ผ่าตัดในปัจจุบัน การรักษาแก้ปัญหาอาการนอนกรนมีหลากหลายวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งสามารถรักษาได้หลายวิธีพร้อมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยม คือ การใช้เครื่องมือทันตกรรมสำหรับรักษานอนกรน (Oral Appliance) ที่ช่วยขยายช่องทางเดินหายใจในขณะหลับ ร่วมกับการบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าและทางเดินหายใจส่วนต้น (Myofunctional Therapy) ที่ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อย การรักษานี้ช่วยขยายช่องทางเดินหายใจไม่ให้แคบลง เป็นการรักษาอาการนอนกรนจากต้นเหตุ ที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาวได้อีกด้วย สาเหตุของอาการนอนกรน การนอนกรนมักมีหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุ จาก TMJ and Sleep Apnea โดยสาเหตุหลักที่พบบ่อย มีดังนี้​ อาจเกิดจากโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ เช่น คางสั้น กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้นไม่แข็งแรง ทำให้ลิ้นหย่อนลงไปอุดช่องทางเดินหายใจ มีไขมันสะสมบริเวณใต้คางหรือเหนียง สามารถทำให้ช่องทางเดินหายใจถูกกดทับในขณะที่กำลังนอนหลับ ทำให้เกิดอาการหยุดหายใจชั่วคราวและมีเสียงกรนเกิดขึ้น แอลกอฮอล์ทำให้กล้ามเนื้อทางเดินหายใจส่วนต้นและกล้ามเนื้อโคนลิ้น ช่องทางเดินหายใจก็จะเกิดการอุดกั้นที่ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) และเสียงกรนได้ อาการเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ที่ทำให้เกิดปัญหาการนอนกรน และควรได้รับการตรวจสอบและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญ การตรวจและการรักษานอนกรน การตรวจหาสาเหตุและระดับความรุนแรงของการนอนกรนสามารถทำได้ผ่านการตรวจการนอนหลับ Sleep Test เป็นการวัดค่าและเก็บข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของคุณ เช่น ตรวจการนอนหลับที่บ้านกับ VitalSleep Clinic สะดวก ปลอดภัย แม่นยำ หลังจากการตรวจการนอนหลับ Sleep Test แล้ว แพทย์เฉพาะทางจะนำผลการตรวจมาใช้ในการวินิจฉัย วางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล วิธีการรักษาแก้นอนกรนแบบไม่ผ่าตัด อ่านเพิ่มเติม รักษานอนกรน แบบไม่ผ่าตัด Update 2025 ข้อด้อยของการผ่าตัดแก้นอนกรน การผ่าตัดแก้นอนกรนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ข้อดีของการรักษานอนกรนแบบไม่ผ่าตัด วิธีการรักษาแก้นอนกรนแบบไม่ผ่าตัดมีหลายทางเลือก แพทย์เฉพาะทางจะเลือกวิธีที่เหมาะสมตามอาการของแต่ละบุคคล สามารถใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อรักษาได้ทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ เช่น การใช้เครื่อง CPAP เพื่อช่วยขยายทางเดินหายใจร่วมกับการบำบัดกล้ามเนื้อ Myofunctional Therapy การรักษาที่ถูกต้องยังเป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวมในระยะยาว โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ควรเข้ารับการตรวจการนอนหลับ Sleep Test และปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม เพื่อการนอนหลับที่ดีขึ้นและส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม “รักษานอนกรน ที่ต้นเหตุ Better Sleep for Better Tomorrow” สรุป วิธีการรักษาแก้นอนกรนแบบไม่ผ่าตัดในปี 2025 มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือทันตกรรม การบำบัดกล้ามเนื้อ การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือการใช้เครื่อง CPAP ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีเฉพาะที่ตอบโจทย์ปัญหาอาการนอนกรนในแต่ละกรณี การเข้ารับการตรวจ Sleep Test เพื่อตรวจหาสาเหตุและระดับความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการรักษา สุขภาพการนอนที่ดีมีผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของเรา ดังนั้น หากคุณมีปัญหาการนอนกรน ควรรีบหาทางแก้ไขเพื่อสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

อาการผีอำ

เคยไหม…นอนอยู่ดี ๆ แล้วรู้สึกเหมือนมีบางอย่างทับอยู่บนอก ขยับตัวไม่ได้ หายใจก็อึดอัด นั่นแหละที่เราเรียกกันว่า “ผีอำ” อาการนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ

เสียงกรนเตือนภัยสุขภาพ

เสียงกรนอาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ตรวจการนอนกรนช่วยค้นหาความผิดปกติ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

snoring test

ตรวจการนอนกรน ราคาเหมาะสม คุ้มค่าในการดูแลสุขภาพ ช่วยวิเคราะห์คุณภาพการนอน ลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน เข้าใจร่างกายอย่างแท้จริง

อาการหายใจไม่อิ่ม สัญญาณโรคร้าย

อาการหายใจไม่อิ่ม หรือที่หลายคนเรียกว่า “เหมือนหายใจไม่สุด” เป็นภาวะที่คนไข้รู้สึกว่าหายใจเข้าลึกเท่าไรก็ยังไม่พอ มักมาพร้อมความรู้สึกอึดอัด

ลูกนอนกรนไม่ควรละเลย

การนอนกรนในเด็ก ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่ากำลังมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ ซอาจส่งผลต่อสมอง พฤติกรรม และการเจริญเติบโตในเด็กได้

BiPAP กับ CPAP ต่างกันยังไง

BiPAP และ CPAP เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้การหายใจขัดข้องในช่วงนอนหลับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาการหายใจอุดกั้น ทั้ง BiPAP และ CPAP เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานี้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองเครื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของเครื่อง BiPAP และ CPAP รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละเครื่อง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกใช้เครื่องที่เหมาะสมกับตัวเอง ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง CPAP CPAP คืออะไร? CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือเครื่องช่วยหายใจที่ใช้สำหรับการบำบัดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลักการของ CPAP คือการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่และส่งผ่านท่อเข้าสู่หน้ากากซึ่งครอบไปที่ปากและจมูกของผู้ใช้ แรงดันนี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจและป้องกันไม่ให้เกิดการอุดกั้นระหว่างการนอนหลับ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ CPAP จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจขณะหลับ หลักการทำงานของ CPAP CPAP ทำงานโดยการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่ ส่งผ่านท่ออากาศเข้าสู่หน้ากากที่ครอบปากและจมูก ความดันที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดทางเดินหายใจที่อาจถูกบีบอัดหรืออุดตันในช่วงเวลาที่นอนหลับ แรงดันอากาศนี้จะถูกควบคุมให้คงที่ตลอดคืน ไม่ว่าคนไข้จะหายใจเข้าออกในจังหวะใดก็ตาม สิ่งนี้ทำให้การไหลเวียนของอากาศในระบบทางเดินหายใจเป็นปกติ ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดหายใจขณะหลับอย่างมีประสิทธิภาพ ใครบ้าง? ที่ควรใช้ CPAP CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนในช่วงเวลาที่หลับ นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับทารกที่มีปัญหาปอดพัฒนาไม่สมบูรณ์หรือผู้ที่มีภาวะการหายใจไม่เพียงพอระหว่างหลับ CPAP ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ ทำให้คนไข้รู้สึกสดชื่นและมีพลังงานในช่วงกลางวัน รับคำปรึกษา ฟรี! ขนาดและการพกพาของเครื่อง CPAP เครื่อง CPAP มีหลายขนาดให้เลือก สามารถเลือกตามความเหมาะสมของการใช้งานแต่ละคนได้เลย หากคุณใช้ที่บ้าน ขนาดของเครื่อง CPAP ที่ใหญ่กว่าอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางบ่อย การเลือกเครื่อง CPAP ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง BiPAP BiPAP คืออะไร? BiPAP (Bilevel Positive Airway Pressure) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีหลักการทำงานคล้ายกับ CPAP แต่มีความแตกต่างสำคัญในเรื่องของการปรับแรงดันอากาศระหว่างการหายใจเข้าและหายใจออก BiPAP ถูกออกแบบมาให้สามารถสร้างแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในจังหวะหายใจเข้าและหายใจออก ในขณะที่เครื่อง CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา การทำงานนี้ทำให้ BiPAP เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการแรงดันอากาศที่แตกต่างกันระหว่างหายใจเข้าและออก หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบการหายใจซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยโรคปอดและโรคทางระบบประสาท หลักการทำงานของ BiPAP เครื่อง BiPAP จะทำงานโดยการส่งแรงดันอากาศ 2 ระดับระดับหนึ่งสำหรับการหายใจเข้า (IPAP: Inspiratory Positive Airway Pressure)ระดับสำหรับการหายใจออก (EPAP: Expiratory Positive Airway Pressure)ความแตกต่างของแรงดันนี้ช่วยให้คนไข้ที่มีปัญหาหายใจเข้าและออกได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อบกพร่อง ทำให้การหายใจกลับมาเป็นปกติ ใครควรใช้ BiPAP? BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่ทำให้การหายใจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจแบบซับซ้อนที่ CPAP ไม่สามารถช่วยได้ BiPAP เป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้การหายใจกลับมาสู่ภาวะปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดและการใช้งานของเครื่อง BiPAP เครื่อง BiPAP มักจะมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับเครื่อง CPAP แต่การออกแบบส่วนใหญ่จะเน้นที่การทำงานเงียบและให้ความสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ หลายรุ่นของ BiPAP ยังมีตัวเพิ่มความชื้นในอากาศที่ส่งผ่านท่อหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อเมือกในจมูกแห้ง ทำให้การใช้งานรู้สึกสบายขึ้น ความแตกต่างระหว่าง BiPAP และ CPAP ในขณะที่ CPAP ใช้แรงดันอากาศคงที่ในการช่วยรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ BiPAP มีความสามารถในการปรับแรงดันอากาศสองระดับสำหรับการหายใจเข้าและออก ความแตกต่างนี้ทำให้ BiPAP เหมาะกับคนไข้ที่มีภาวะการหายใจที่ซับซ้อนหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคปอดหรือปัญหาทางระบบประสาทนอกจากนี้ เครื่อง BiPAP ยังมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่าซึ่งส่งผลให้ ราคาของ BiPAP มักจะสูงกว่า CPAP อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจรุนแรง ที่ไม่สามารถปรับตัวกับการใช้ CPAP ได้ BiPAP จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากช่วยให้หายใจได้สะดวกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหายใจออกที่ BiPAP จะใช้แรงดันที่น้อยกว่าในช่วงหายใจเข้า สรุป CPAP และ BiPAP ต่างก็เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ทั้งสองมีหลักการทำงานที่คล้ายกัน แต่มีข้อแตกต่างหลักในเรื่องของแรงดันอากาศที่ใช้ระหว่างการหายใจเข้าและออก CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา ในขณะที่ BiPAP สามารถปรับแรงดันอากาศตามความต้องการของผู้ป่วยได้BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน หรือมีภาวะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ส่วน CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับทั่วไป การเลือกใช้เครื่องใดเครื่องหนึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้การรักษาที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย การเลือกเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Why choose VitalSleep and Wellness
ตรวจคุณภาพการนอนหลับได้จากที่บ้าน

ตรวจการหลับ Sleep Test ที่ VitalSleep and Wellness สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดิน ทาง มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปติดตั้ง ให้ถึงที่บ้าน อ่านผลการตรวจ โดยแพทย์เฉพาะทาง Dental Sleep Medicine

ลดเสียงกรนด้วยวิธีการที่หลากหลาย

ที่ VitalSleep and Wellness นําเสนอแนวทางการรักษานอนกรน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ออกแบบ เฉพาะบุคคล รักษาได้ทั้ง แบบไม่ผ่าตัด และแบบผ่าตัด และการรักษาครอบคลุมไปถึงการรักษาอาการนอน กัดฟัน และข้อต่อขากรรไกรอักเสบ

ค้นหา และรักษานอนกรน ที่ต้นเหตุ

เน้นการตรวจเชิงลึกหลายแนวทาง เพื่อค้นหาและวินิจฉัยสาเหตุการรักษาที่แท้จริง มุ่งเน้นรักษาและบําบัดสาเหตุของการกรนที่ต้นเหตุ คือ กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ด้วย Myofunctional Therapy

แนวทางการรักษาแบบองค์รวม ผสมผสาน

นําเสนอการรักษาที่หลากหลาย ออกแบบเฉพาะบุคล เน้นการรักษาแบบผสมผสาน การรักษาหลายอย่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมทุกความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ทพ. ดร. อมรพงษ์ วชิรมน

Medical Director
แพทย์เฉพาะทางรักษานอนกรน

VitalSleep and Wellness
ดูแลโดย แพทย์เฉพาะทาง และนักกายภาพบําบัดวิชาชีพ
  • Polysomnography - Sleep Test ตรวจการนอนหลับ
  • เครื่องมือทันตกรรม รักษานอนกรน
  • เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก รักษานอนกรน
  • รักษาอาการ นอนกัดฟัน
  • รักษาอาการ ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ ขากรรไกรมีเสียงคลิก
  • บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า และทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร รักษานอนกรน
…and much more!