• อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
  • อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน
ภัยเงียบที่อาจทำลายสุขภาพ
โดยไม่รู้ตัว…

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน

ภัยเงียบที่อาจทำลายสุขภาพ
โดยไม่รู้ตัว…
Table of Contents

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน หลายคนคิดว่าเสียงกรนเป็นเพียงปัญหากวนใจคนข้าง ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การนอนกรนสามารถเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) อาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรงได้

การนอนกรนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อในช่องคอและเพดานอ่อน ขณะหายใจผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง ยิ่งทางเดินหายใจแคบมาก เสียงกรนก็จะยิ่งดังและความเสี่ยงโรคก็สูงขึ้นตาม

สาเหตุหลักของการนอนกรน

การอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน

ปัญหาสำคัญคือการตีบแคบของทางเดินหายใจจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ต่อมทอนซิลโต ลิ้นไก่ยาว หรือเนื้อเยื่อในลำคอหนา

โครงสร้างร่างกายและพันธุกรรม

คนที่มีกรามเล็ก คางถอย หรือโครงสร้างกระดูกใบหน้าบางลักษณะ จะมีโอกาสเกิดการกรนได้ง่ายกว่า

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

น้ำหนักตัวเกิน การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน และการนอนหงาย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อคอหย่อนและทำให้เกิดเสียงกรนมากขึ้น

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรนที่พบบ่อย…

1. ความดันโลหิตสูง

การหยุดหายใจซ้ำ ๆ ทำให้ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง

2. โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease)

หัวใจต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจน ทำให้เสี่ยงหัวใจล้มเหลวและหัวใจเต้นผิดจังหวะ

3. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

ภาวะนี้เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดและหลอดเลือดตีบ

4. เบาหวานชนิดที่ 2

การนอนหลับไม่เพียงพอรบกวนการควบคุมน้ำตาลในเลือด

5. ภาวะซึมเศร้า

การนอนหลับคุณภาพต่ำสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิต

6. สมรรถภาพทางเพศลดลง

การไหลเวียนเลือดและฮอร์โมนถูกรบกวน

ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตจากการนอนกรน

การนอนกรนไม่ได้ส่งผลแค่เสียงดังรบกวนคนรอบข้างเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนที่นอนกรนโดยตรงอย่างมาก ลองนึกภาพว่าคุณตื่นขึ้นมาแต่ละวันรู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม ทั้งที่จริง ๆ นอนครบชั่วโมงตามปกติ นี่คือผลกระทบหลักที่เกิดขึ้น

  1. อ่อนเพลียและง่วงนอนระหว่างวัน
    เพราะการนอนหลับมีคุณภาพต่ำ แม้จะนอนนานแค่ไหน ร่างกายก็ไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ ส่งผลให้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ตาล้า และมีพลังงานต่ำตลอดวัน
  1. สมาธิและความจำลดลง
    สมองที่ไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้การจดจำและโฟกัสลดลง งานที่เคยทำได้ดี กลับผิดพลาดง่ายขึ้น และอาจส่งผลเสียต่อการเรียนหรือการทำงาน
  1. อารมณ์แปรปรวนและซึมเศร้า
    การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ระบบประสาทและฮอร์โมนในร่างกายถูกรบกวน ยังเสี่ยงต่อการเกิดอารมณ์เหวี่ยงง่าย เครียดสะสม และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในระยะยาว
  1. ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม
    เสียงกรนดังและหยุดหายใจขณะหลับทำให้คนข้างเคียงนอนไม่หลับ นำไปสู่ความเครียดและความไม่เข้าใจกันในครอบครัว นอกจากนี้ คนที่นอนกรนอาจรู้สึกอายหรือวิตกกังวลจนเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม
  1. ประสิทธิภาพการทำงานลดลงและเสี่ยงอุบัติเหตุ
    ความง่วงนอนกลางวันส่งผลให้เกิดความผิดพลาดและลดประสิทธิภาพในการทำงานหรือขับขี่ยานพาหนะ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนถนนหรือในที่ทำงาน
  1. เสี่ยงปัญหาสุขภาพระยะยาว
    เมื่อคุณภาพชีวิตแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยง่ายขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา

งานวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับภาวะนอนกรนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การศึกษาวิจัยจาก DMS Journal ที่จัดทำขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2022 พบว่า คนที่มีภาวะนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

โรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน ภัยเงียบที่อาจทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

การศึกษานี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยวัดระดับน้ำตาลในเลือดและประเมินภาวะดื้ออินซูลิน พบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารสูงกว่ากลุ่มควบคุมถึง 15-20% และมีดัชนีมวลกาย (BMI) ที่สูงกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้เร็วขึ้น

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า OSA ก่อให้เกิดความเครียด ออกซิเดชัน (Oxidation) ในร่างกายและภาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความต้านทานต่อฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2

| บทความที่เกี่ยวข้อง โรค “หยุดหายใจขณะหลับ” อย่าประมาท อันตรายกว่าที่คิด

ตรวจการนอนหลับ Sleep Test เพื่อวินิจฉัยโรคแทรกซ้อนจากการนอนกรน

เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยประเมินความรุนแรงของภาวะนอนกรนและ OSA โดยจะวัดข้อมูล เช่น การหายใจ ชีพจร ระดับออกซิเจนในเลือด และการเคลื่อนไหวขณะนอน เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดกับปัญหาของแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

@thaisleepwellness ตรวจการนอนหลับ Sleep Test💤 สะดวก ง่าย ตรวจได้ทั่วประเทศ อยู่ที่ไหนก็ตรวจได้ ⠀⠀ 𝗪𝗵𝘆 𝗩𝗶𝘁𝗮𝗹𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 & 𝗪𝗲𝗹𝗹𝗻𝗲𝘀𝘀 ? ⠀⠀ 𝗩𝗶𝘁𝗮𝗹𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 𝗖𝗹𝗶𝗻𝗶𝗰 คลินิกรักษานอนกรน เน้นการรักษานอนกรนและปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับการนอน ""ที่ต้นเหตุ"" ⠀⠀ ค้นหาสาเหตุการนอนกรน นอนกัดฟัน ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ และ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่อันตราย อย่างละเอียด ด้วยวิธีการตรวจที่หลากหลาย ได้มาตรฐานทางการแพทย์และเป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล ⠀⠀ ดูแล ให้คำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยแพทย์เฉพาะทาง 𝗔𝗺𝗲𝗿𝗶𝗰𝗮𝗻 𝗕𝗼𝗮𝗿𝗱 of 𝗗𝗲𝗻𝘁𝗮𝗹 𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 𝗠𝗲𝗱𝗶𝗰𝗶𝗻𝗲 ที่มีประสบการณ์ และนักกายภาพบำบัดวิชาชีพที่มีใบอนุญาต ⠀⠀ เน้นการรักษา แบบ ""ไม่ผ่าตัด"" 𝗛𝗼𝗹𝗶𝘀𝘁𝗶𝗰 𝗡𝗼𝗻-𝗦𝘂𝗿𝗴𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗔𝗽𝗽𝗿𝗼𝗮𝗰𝗵 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัญหา และไม่ต้องการผ่าตัดเพื่อรักษา ทำให้ ผู้เข้ารับบริการไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น กลับไปใช้ชีวิตและทำสิ่งที่รัก ได้ทันทีไม่ต้องรอนาน และหลับสนิท หลับสบาย ⠀⠀ เพราะเราเชื่อว่า ... การนอน คือการดูแลสุขภาพ ที่ดีที่สุด ⠀⠀ 𝗕𝗲𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 𝗳𝗼𝗿 𝗕𝗲𝘁𝘁𝗲𝗿 𝗧𝗼𝗺𝗼𝗿𝗿𝗼𝘄 ⠀⠀ ------ ⠀⠀ C𝐨n𝐭a𝐜t U𝐒 ! 𝗩𝗶𝘁𝗮𝗹𝗦𝗹𝗲𝗲𝗽 & 𝗪𝗲𝗹𝗹𝗻𝗲𝘀𝘀 𝗖𝗹𝗶𝗻𝗶𝗰 🚈 𝗕𝗧𝗦 สถานีพญาไท ทางออกที่ 1 ⠀⠀ 𝘓𝘪𝘯𝘦 : https://maac.io/3kwXL 𝘊𝘈𝘓𝘓 𝘕𝘰𝘸 : 02 109 9923 ⠀⠀ 𝘐𝘎 𝘛𝘛 𝘛𝘠 𝘓𝘦𝘮𝘰𝘯8 @𝙩𝙝𝙖𝙞𝙨𝙡𝙚𝙚𝙥𝙬𝙚𝙡𝙡𝙣𝙚𝙨𝙨 ⠀⠀ 🖥 𝑇h𝑎i𝑆l𝑒e𝑝W𝑒l𝑙n𝑒s𝑠.𝑐o𝑚 ⠀⠀ #VitalSleepClinic #VitalSleep #vital #คลินิกรักษานอนกรน #ปัญหานอนกรน #รักษานอนกรน #นอนกรน #รักษานอนกรนแบบไม่ผ่าตัด #SleepTest #ตรวจการนอนหลับ #นอนไม่หลับฝันบ่อยง่วงทั้งวัน #หยุดหายใจขณะหลับ #รักษานอนกรนที่ต้นเหตุแบบองค์รวม ♬ เสียงต้นฉบับ - thaisleepwellness

สรุป

การนอนกรนเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การตรวจและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต

FAQs คำถามที่พบบ่อย

การกรนเบา ๆ จำเป็นต้องรักษาหรือไม่?

หากไม่มีอาการหยุดหายใจและไม่มีอาการอ่อนเพลีย อาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรติดตามอาการ

ในบางคนอาจดีขึ้นเมื่อปรับพฤติกรรม แต่ในกรณีที่มีสาเหตุจากโครงสร้างร่างกาย อาจต้องรักษาเฉพาะทาง

ใช่ โดยเฉพาะปัญหาพัฒนาการ สมาธิ และพฤติกรรม

Related Blogs and Articles
BiPAP กับ CPAP ต่างกันยังไง

BiPAP และ CPAP เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้การหายใจขัดข้องในช่วงนอนหลับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาการหายใจอุดกั้น ทั้ง BiPAP และ CPAP เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานี้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองเครื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของเครื่อง BiPAP และ CPAP รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละเครื่อง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกใช้เครื่องที่เหมาะสมกับตัวเอง ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง CPAP CPAP คืออะไร? CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือเครื่องช่วยหายใจที่ใช้สำหรับการบำบัดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลักการของ CPAP คือการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่และส่งผ่านท่อเข้าสู่หน้ากากซึ่งครอบไปที่ปากและจมูกของผู้ใช้ แรงดันนี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจและป้องกันไม่ให้เกิดการอุดกั้นระหว่างการนอนหลับ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ CPAP จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจขณะหลับ หลักการทำงานของ CPAP CPAP ทำงานโดยการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่ ส่งผ่านท่ออากาศเข้าสู่หน้ากากที่ครอบปากและจมูก ความดันที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดทางเดินหายใจที่อาจถูกบีบอัดหรืออุดตันในช่วงเวลาที่นอนหลับ แรงดันอากาศนี้จะถูกควบคุมให้คงที่ตลอดคืน ไม่ว่าคนไข้จะหายใจเข้าออกในจังหวะใดก็ตาม สิ่งนี้ทำให้การไหลเวียนของอากาศในระบบทางเดินหายใจเป็นปกติ ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดหายใจขณะหลับอย่างมีประสิทธิภาพ ใครบ้าง? ที่ควรใช้ CPAP CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนในช่วงเวลาที่หลับ นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับทารกที่มีปัญหาปอดพัฒนาไม่สมบูรณ์หรือผู้ที่มีภาวะการหายใจไม่เพียงพอระหว่างหลับ CPAP ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ ทำให้คนไข้รู้สึกสดชื่นและมีพลังงานในช่วงกลางวัน รับคำปรึกษา ฟรี! ขนาดและการพกพาของเครื่อง CPAP เครื่อง CPAP มีหลายขนาดให้เลือก สามารถเลือกตามความเหมาะสมของการใช้งานแต่ละคนได้เลย หากคุณใช้ที่บ้าน ขนาดของเครื่อง CPAP ที่ใหญ่กว่าอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางบ่อย การเลือกเครื่อง CPAP ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง BiPAP BiPAP คืออะไร? BiPAP (Bilevel Positive Airway Pressure) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีหลักการทำงานคล้ายกับ CPAP แต่มีความแตกต่างสำคัญในเรื่องของการปรับแรงดันอากาศระหว่างการหายใจเข้าและหายใจออก BiPAP ถูกออกแบบมาให้สามารถสร้างแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในจังหวะหายใจเข้าและหายใจออก ในขณะที่เครื่อง CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา การทำงานนี้ทำให้ BiPAP เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการแรงดันอากาศที่แตกต่างกันระหว่างหายใจเข้าและออก หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบการหายใจซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยโรคปอดและโรคทางระบบประสาท หลักการทำงานของ BiPAP เครื่อง BiPAP จะทำงานโดยการส่งแรงดันอากาศ 2 ระดับระดับหนึ่งสำหรับการหายใจเข้า (IPAP: Inspiratory Positive Airway Pressure)ระดับสำหรับการหายใจออก (EPAP: Expiratory Positive Airway Pressure)ความแตกต่างของแรงดันนี้ช่วยให้คนไข้ที่มีปัญหาหายใจเข้าและออกได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อบกพร่อง ทำให้การหายใจกลับมาเป็นปกติ ใครควรใช้ BiPAP? BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่ทำให้การหายใจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจแบบซับซ้อนที่ CPAP ไม่สามารถช่วยได้ BiPAP เป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้การหายใจกลับมาสู่ภาวะปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดและการใช้งานของเครื่อง BiPAP เครื่อง BiPAP มักจะมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับเครื่อง CPAP แต่การออกแบบส่วนใหญ่จะเน้นที่การทำงานเงียบและให้ความสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ หลายรุ่นของ BiPAP ยังมีตัวเพิ่มความชื้นในอากาศที่ส่งผ่านท่อหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อเมือกในจมูกแห้ง ทำให้การใช้งานรู้สึกสบายขึ้น ความแตกต่างระหว่าง BiPAP และ CPAP ในขณะที่ CPAP ใช้แรงดันอากาศคงที่ในการช่วยรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ BiPAP มีความสามารถในการปรับแรงดันอากาศสองระดับสำหรับการหายใจเข้าและออก ความแตกต่างนี้ทำให้ BiPAP เหมาะกับคนไข้ที่มีภาวะการหายใจที่ซับซ้อนหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคปอดหรือปัญหาทางระบบประสาทนอกจากนี้ เครื่อง BiPAP ยังมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่าซึ่งส่งผลให้ ราคาของ BiPAP มักจะสูงกว่า CPAP อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจรุนแรง ที่ไม่สามารถปรับตัวกับการใช้ CPAP ได้ BiPAP จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากช่วยให้หายใจได้สะดวกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหายใจออกที่ BiPAP จะใช้แรงดันที่น้อยกว่าในช่วงหายใจเข้า สรุป CPAP และ BiPAP ต่างก็เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ทั้งสองมีหลักการทำงานที่คล้ายกัน แต่มีข้อแตกต่างหลักในเรื่องของแรงดันอากาศที่ใช้ระหว่างการหายใจเข้าและออก CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา ในขณะที่ BiPAP สามารถปรับแรงดันอากาศตามความต้องการของผู้ป่วยได้BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน หรือมีภาวะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ส่วน CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับทั่วไป การเลือกใช้เครื่องใดเครื่องหนึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้การรักษาที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย การเลือกเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะลูกนอนกรน

ภาวะนอนกรนในเด็กไม่ใช่เพียงอาการธรรมดา ต่างจากผู้ใหญ่ที่มักเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือ OSA เด็กที่กรนอาจมีความผิดปกติของทางเดินหายใจ ส่งผลต่อพัฒนาการ

แก้การนอนกรน

ไขความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักเกินกับการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) พร้อมแนวทางฟื้นฟูสมดุลร่างกายจากภายใน

หยุดหายใจขณะหลับ ภัยร้าย

การหายใจของเราที่หยุดลงชั่วคราวระหว่างการนอนหลับ โดยอาจกินเวลาตั้งแต่ไม่กี่วินาทีจนถึงเป็นนาที และเกิดซ้ำหลายครั้งต่อคืน

ลูกหายใจทางปาก

ลูกหายใจทางปาก อาจดูเหมือนไม่อันตราย แต่จริง ๆ แล้วเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาการนอน การเจริญเติบโต และพัฒนาการสมองของเด็ก

สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อย

การนอนสะดุ้งตื่นกลางดึกแม้จะเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตโดยตรง แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อสุขภาพการนอนหลับ

splint

หลายคนอาจจะมองว่าเสียงกรนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วมันสะท้อนถึงปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ เราจะพูดกันถึงวิธีการแก้ไขด้วย “เฝือกฟันแก้นอนกรน”

Brain stimulation technology

โปรแกรม EXOMIND เทคโนโลยีกระตุ้นสมอง ที่ช่วยให้หลับง่าย หลับลึก หลับไว คุณเคยไหม?... ที่พยายามเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม แต่ตาแข็งยันตีสอง? หรือแม้จะนอนได้แต่ตื่นมาก็ยังรู้สึกยังไม่สดชื่น เหมือนนอนไม่พอ EXOMIND อาจเป็นคำตอบใหม่สำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ ทำไม? การนอนหลับถึงสำคัญ หลับลึก (Deep Sleep) คืออะไร? Deep Sleep คือช่วงที่สมองของคุณพักผ่อนจริง ๆ เป็นช่วงที่ระบบซ่อมแซมร่างกายเริ่มทำงานเต็มที่ ฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่ง ระบบภูมิคุ้มกันรีเซ็ต และความจำระยะยาวเริ่มเก็บข้อมูล ถ้าคุณไม่มี Deep Sleep คุณจะเหนื่อยง่าย หลงลืม และรู้สึกไม่สดชื่นตลอดวัน ผลกระทบของการนอนไม่พอ ปัญหาการนอนที่คนไทยเจอกันบ่อย เรื่อง “การนอนหลับ” กลับมีคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่กำลังเผชิญกับภาวะนอนไม่มีคุณภาพแบบไม่รู้ตัว ปัญหาการนอนหลับไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ "ง่วงตอนกลางวัน" แต่ยังส่งผลลึกไปถึงสมอง หัวใจ อารมณ์ และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตทุกด้าน โดยเฉพาะ 2 ปัญหาหลักที่พบบ่อย คือ นอนไม่หลับ และ หลับไม่ลึก นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ถ้าคุณเข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม หวังจะตื่นมาสดชื่นในวันพรุ่งนี้ แต่ดันนอนพลิกตัวไปมาเหมือนอยู่บนเตียง ตาแข็งจนถึงตีสอง บางคืนหลับได้ก็จริง แต่กลับตื่นขึ้นมาตอนตีสาม ตีสี่ แล้วนอนต่อไม่ได้อีกเลย อาการเหล่านี้เรียกว่า Insomnia หรือ ภาวะนอนไม่หลับ ในระยะสั้น การนอนไม่หลับอาจทำให้เราง่วง สมาธิสั้น อารมณ์แปรปรวน แต่ถ้านานวันเข้าจะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ หลับไม่ลึก รู้สึกไม่สดชื่น บางคนหลับง่ายมาก ๆ แต่ตื่นเช้ามาแล้วกลับรู้สึก “เหนื่อยกว่าเดิม” เหมือนไม่ได้นอนเลย นั่นคือสัญญาณของภาวะหลับไม่ลึก (Poor Deep Sleep) ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่คนไทยมักมองข้าม การหลับไม่ลึกคือการที่ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ช่วง Deep Sleep ที่เป็นช่วงที่สมองหลั่งโกรทฮอร์โมน ฟื้นฟูร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ และเคลียร์สารพิษที่สะสมในสมอง EXOMIND คืออะไร? โปรแกรม EXOMIND คือเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็ก (BTL Neurostimulation) โดยใช้หลักการของการกระตุ้นสมองผ่านสนามแม่เหล็กความเข้มต่ำ เพื่อปรับวงจรการนอนให้สมดุลมากขึ้น เทคโนโลยี BTL คือการใช้คลื่นแม่เหล็กระดับต่ำ (Low-Intensity Pulsed Electromagnetic Field หรือ PEMF) ที่ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด ช่วยกระตุ้นสมองส่วน Prefrontal Cortex ที่เกี่ยวข้องกับการนอน การผ่อนคลาย และการฟื้นฟูจิตใจ โปรแกรม EXOMIND ช่วยการนอนหลับได้อย่างไร? กระตุ้นสมองส่วนลึกเพื่อปรับวงจรการนอน EXOMIND ช่วยให้สมองปรับคลื่นให้เข้าสู่โหมดพักผ่อนโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องกดดันตัวเองให้นอน ช่วยให้เข้าสู่ Deep Sleep ได้ไวขึ้น คนที่เข้ารับการทำ EXOMIND อย่างต่อเนื่องจะพบว่าใช้เวลาน้อยลงในการเข้าสู่ระยะหลับลึก และตื่นมาพร้อมความรู้สึกสดชื่นมากขึ้น ใครบ้าง? ควรลองโปรแกรม EXOMIND คนที่มีปัญหาการนอนที่เรื้อรัง หรือเคยลองมาหลายวิธีแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น หากกำลังสงสัยว่า "เราเหมาะกับโปรแกรมนี้ไหม?" มาดูประเภทของคนที่ควรลอง EXOMIND กัน สรุป ไม่ว่าจะเป็น "นอนไม่หลับ" หรือลงนอนแล้ว "หลับไม่ลึก" ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จบที่ความง่วงตอนเช้า แต่มันสะท้อนถึงสมดุลภายในสมอง ระบบประสาท และสุขภาพโดยรวม ซึ่งการหาแนวทางช่วยฟื้นฟูการนอนตั้งแต่รากฐาน เช่น การใช้โปรแกรม EXOMIND จึงกลายเป็นทางเลือกที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น FAQs คำถามที่พบบ่อย

Why choose VitalSleep and Wellness
ตรวจคุณภาพการนอนหลับได้จากที่บ้าน

ตรวจการหลับ Sleep Test ที่ VitalSleep and Wellness สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดิน ทาง มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปติดตั้ง ให้ถึงที่บ้าน อ่านผลการตรวจ โดยแพทย์เฉพาะทาง Dental Sleep Medicine

ลดเสียงกรนด้วยวิธีการที่หลากหลาย

ที่ VitalSleep and Wellness นําเสนอแนวทางการรักษานอนกรน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ออกแบบ เฉพาะบุคคล รักษาได้ทั้ง แบบไม่ผ่าตัด และแบบผ่าตัด และการรักษาครอบคลุมไปถึงการรักษาอาการนอน กัดฟัน และข้อต่อขากรรไกรอักเสบ

ค้นหา และรักษานอนกรน ที่ต้นเหตุ

เน้นการตรวจเชิงลึกหลายแนวทาง เพื่อค้นหาและวินิจฉัยสาเหตุการรักษาที่แท้จริง มุ่งเน้นรักษาและบําบัดสาเหตุของการกรนที่ต้นเหตุ คือ กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ด้วย Myofunctional Therapy

แนวทางการรักษาแบบองค์รวม ผสมผสาน

นําเสนอการรักษาที่หลากหลาย ออกแบบเฉพาะบุคล เน้นการรักษาแบบผสมผสาน การรักษาหลายอย่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมทุกความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ทพ. ดร. อมรพงษ์ วชิรมน

Medical Director
แพทย์เฉพาะทางรักษานอนกรน

VitalSleep and Wellness
ดูแลโดย แพทย์เฉพาะทาง และนักกายภาพบําบัดวิชาชีพ
  • Polysomnography - Sleep Test ตรวจการนอนหลับ
  • เครื่องมือทันตกรรม รักษานอนกรน
  • เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก รักษานอนกรน
  • รักษาอาการ นอนกัดฟัน
  • รักษาอาการ ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ ขากรรไกรมีเสียงคลิก
  • บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า และทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร รักษานอนกรน
…and much more!