logo
  • อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
  • อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
ก้าวแรกสู่การนอนที่ดี
การตรวจการนอนหลับ
ง่ายกว่าที่คิด

ก้าวแรกสู่การนอนที่ดี

การตรวจการนอนหลับ
ง่ายกว่าที่คิด
Table of Contents

การตรวจการนอนหลับ คือก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจคุณภาพการนอนของตัวเองได้ลึกขึ้น การนอนหลับที่มีคุณภาพส่งผลโดยตรงต่อร่างกายและสมอง ทั้งความสดชื่น ระบบภูมิคุ้มกัน และการลดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและเบาหวาน

การตรวจการนอนหลับ ช่วยให้เห็นถึงปัญหาการนอนที่อาจซ่อนอยู่ เช่น กรน เสียงหายใจสะดุด หยุดหายใจขณะนอนหลับ หรือการตื่นกลางดึก ปัจจุบันการตรวจการนอนหลับสามารถตรวจได้ที่บ้านด้วยอุปกรณ์ที่แม่นยำ ผลที่ได้ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม หรือการเทคโนโลยีรักษาการนอนกรนที่ทันสมัย เพียงก้าวเล็ก ๆ นี้ ก็ช่วยให้คุณนอนหลับสบายขึ้น สุขภาพดี และมีพลังในทุก ๆ วัน

ทำไมการนอนหลับที่ดีถึงสำคัญ ?

การนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ใช่แค่เรื่องการพักผ่อน แต่เป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพทั้งร่างกายและสมอง การนอนหลับเพียงพอช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูซ่อมแซมเซลล์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ปรับสมดุลฮอร์โมน และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ การนอนดีช่วยให้ สมองทำงานเต็มประสิทธิภาพ ลดความเครียดและเพิ่มสมาธิ

ด้านสุขภาพนอนเพียงพอ (7–9 ชม.)นอนน้อย (<6 ชม.)
สมอง ความคิดสมาธิดี ความจำดีสมาธิลดลง ความจำสั้นลง
ระบบหัวใจหลอดเลือดความดันปกติ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจความดันสูง เสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ต้านเชื้อโรคได้ดีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย
น้ำหนัก / เมตาบอลิซึมควบคุมน้ำหนักได้ดีน้ำหนักเพิ่มง่าย เสี่ยงเบาหวาน
อารมณ์ / ความเครียดอารมณ์ดี เครียดน้อยอารมณ์แปรปรวน เครียดสูง
ฟื้นฟูร่างกายร่างกายซ่อมแซมดีร่างกายฟื้นตัวช้า

การตรวจการนอนหลับคืออะไร ?

Sleep Test คือการตรวจคุณภาพการนอนหลับโดยวัดหลายปัจจัยพร้อมกัน เช่น คลื่นสมอง ระดับออกซิเจน การเต้นของหัวใจ การหายใจ การเคลื่อนไหวของดวงตาและร่างกาย เพื่อหาความผิดปกติของการนอน เช่น นอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงได้

ที่ VitalSleep Clinic มีบริการตรวจที่บ้าน เพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับการนอนจริงมากที่สุด การตรวจนี้ถือเป็น มาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

สัญญาณเตือนว่าคุณควรตรวจการนอนหลับ

  1. กรนเสียงดังหรือหยุดหายใจขณะหลับ
    การกรนเป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน แต่ถ้าเสียงกรนดังมาก หรือมีช่วงหยุดหายใจสั้นๆ ระหว่างนอน นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ซึ่งอาจทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
  2. ตื่นกลางดึกหลายครั้ง หรือตื่นมาไม่สดชื่น
    การตื่นบ่อยในตอนกลางคืนทำให้คุณภาพการนอนลดลง ร่างกายและสมองไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ แม้จะนอนครบชั่วโมงที่แนะนำ ก็อาจรู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนล้าในวันถัดไป
  3. ง่วงระหว่างวันบ่อย หรือสมาธิลดลง
    นี่คือสัญญาณว่าการนอนหลับไม่ต่อเนื่อง การง่วงนอนระหว่างวันอาจส่งผลต่อการทำงาน การเรียน หรือความปลอดภัยในการขับขี่ นอกจากนี้ยังบ่งบอกว่าร่างกายไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ขณะหลับ
  4. ปวดหัวตอนเช้า หรือมีความดันโลหิตสูง
    ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ(OSA) ทำให้สมองและร่างกายขาดออกซิเจนชั่วคราว การตื่นมาพร้อมอาการปวดหัวหรือมีความดันโลหิตสูงอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณควรตรวจการนอนหลับ
  5. เหนื่อยง่ายแม้พักผ่อนเพียงพอ
    ถ้าคุณนอนครบ 7–8 ชั่วโมงแล้ว แต่ยังรู้สึกอ่อนล้า นั่นอาจหมายถึงคุณภาพการนอนไม่ดี การตรวจการนอนหลับสามารถช่วยวิเคราะห์ว่าเกิดจากการหยุดหายใจ การกรน หรือปัจจัยอื่นที่ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนเต็มที่

สัญญาณเหล่านี้แม้ดูเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อย อาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ซึ่งควรได้รับการตรวจเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพระยะยาว

การตรวจการนอนหลับ

การตรวจนอนหลับที่ VitalSleep Clinic สะดวกสบาย ตรวจง่ายที่บ้าน

ที่ VitalSleep Clinic เรามีบริการ Home Sleep Test ที่ช่วยให้คุณตรวจคุณภาพการนอนหลับได้ง่าย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจะเตรียมอุปกรณ์และสอนการใช้งานให้ครบถ้วน จากนั้นคุณสามารถนอนหลับตามปกติที่บ้านของตัวเอง เพื่อให้ผลการตรวจสะท้อนพฤติกรรมการนอนจริงอย่างใกล้เคียงที่สุด

ตรวจการนอนหลับ ก้าวเล็กๆ ที่คุณทำได้วันนี้ที่ VitalSleep Clinic

การตรวจการนอนหลับไม่จำเป็นต้องยากหรือซับซ้อน เพียงเริ่มก้าวเล็ก ๆ ด้วยกาตรวจการนอนหลับที่ VitalSleep Clinic คุณจะได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้และการตรวจที่เหมาะกับสภาพร่างกายและไลฟ์สไตล์ของคุณ พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้น การติดตามผล ไปจนถึงแนวทางการรักษาและปรับพฤติกรรมการนอน

สรุป

การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดูแลสุขภาพ เพราะช่วยค้นหาปัญหาที่ซ่อนอยู่จากสัญญาณเตือนเล็กๆ เช่น การนอนกรน ง่วงผิดปกติ หรือปวดหัวตอนเช้า ผลการตรวจจะบอกได้ว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) หรือปัญหาอื่นๆ ที่กระทบการนอนหรือไม่ การเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้วางแผนการรักษาได้ตรงจุด เพียงก้าวเล็กๆ นี้ อาจเปลี่ยนคุณภาพการนอนและสุขภาพโดยรวมให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ (Faqs)

1. ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนตรวจ ?

ควรนอนหลับตามเวลาปกติ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ

2. ผลตรวจใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะทราบ ?

หลังตรวจประมาณ 1–2 สัปดาห์ แพทย์จะวิเคราะห์ผลและให้คำแนะนำการรักษา

3. การตรวจการนอนหลับเหมาะกับใคร ?

เหมาะกับทุกคนที่อยากปรับปรุงคุณภาพการนอน โดยเฉพาะผู้ที่กรน หยุดหายใจขณะหลับ หรือรู้สึกเหนื่อยง่ายแม้พักผ่อนเพียงพอ

4. ผลตรวจการนอนหลับสามารถฟังผลกับทาง VitalSleep อย่างไรได้บ้าง?

ผลตรวจการนอนหลับสามารถฟังผลได้ทั้งกับแพทย์ที่คลินิกหรือผ่าน Telemedicine ตามความสะดวก

Related Blogs and Articles
เครื่อง BiPAP คืออะไร BiPAP กับ CPAP ต่างกันยังไง?

BiPAP และ CPAP เป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้การหายใจขัดข้องในช่วงนอนหลับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาการหายใจอุดกั้น ทั้ง BiPAP และ CPAP เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหานี้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทั้งสองเครื่องนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของเครื่อง BiPAP และ CPAP รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละเครื่อง เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจและเลือกใช้เครื่องที่เหมาะสมกับตัวเอง ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง CPAP CPAP คืออะไร? CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือเครื่องช่วยหายใจที่ใช้สำหรับการบำบัดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลักการของ CPAP คือการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่และส่งผ่านท่อเข้าสู่หน้ากากซึ่งครอบไปที่ปากและจมูกของผู้ใช้ แรงดันนี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจและป้องกันไม่ให้เกิดการอุดกั้นระหว่างการนอนหลับ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ CPAP จึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจขณะหลับ หลักการทำงานของ CPAP CPAP ทำงานโดยการสร้างแรงดันอากาศที่คงที่ ส่งผ่านท่ออากาศเข้าสู่หน้ากากที่ครอบปากและจมูก ความดันที่เกิดขึ้นจะช่วยเปิดทางเดินหายใจที่อาจถูกบีบอัดหรืออุดตันในช่วงเวลาที่นอนหลับ แรงดันอากาศนี้จะถูกควบคุมให้คงที่ตลอดคืน ไม่ว่าคนไข้จะหายใจเข้าออกในจังหวะใดก็ตาม สิ่งนี้ทำให้การไหลเวียนของอากาศในระบบทางเดินหายใจเป็นปกติ ช่วยลดความเสี่ยงของการหยุดหายใจขณะหลับอย่างมีประสิทธิภาพ ใครบ้าง? ที่ควรใช้ CPAP CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนในช่วงเวลาที่หลับ นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับทารกที่มีปัญหาปอดพัฒนาไม่สมบูรณ์หรือผู้ที่มีภาวะการหายใจไม่เพียงพอระหว่างหลับ CPAP ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ ทำให้คนไข้รู้สึกสดชื่นและมีพลังงานในช่วงกลางวัน รับคำปรึกษา ฟรี! ขนาดและการพกพาของเครื่อง CPAP เครื่อง CPAP มีหลายขนาดให้เลือก สามารถเลือกตามความเหมาะสมของการใช้งานแต่ละคนได้เลย หากคุณใช้ที่บ้าน ขนาดของเครื่อง CPAP ที่ใหญ่กว่าอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางบ่อย การเลือกเครื่อง CPAP ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก ข้อควรรู้ก่อนใช้เครื่อง BiPAP BiPAP คืออะไร? BiPAP (Bilevel Positive Airway Pressure) เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีหลักการทำงานคล้ายกับ CPAP แต่มีความแตกต่างสำคัญในเรื่องของการปรับแรงดันอากาศระหว่างการหายใจเข้าและหายใจออก BiPAP ถูกออกแบบมาให้สามารถสร้างแรงดันอากาศที่แตกต่างกันในจังหวะหายใจเข้าและหายใจออก ในขณะที่เครื่อง CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา การทำงานนี้ทำให้ BiPAP เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการแรงดันอากาศที่แตกต่างกันระหว่างหายใจเข้าและออก หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบการหายใจซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยโรคปอดและโรคทางระบบประสาท หลักการทำงานของ BiPAP เครื่อง BiPAP จะทำงานโดยการส่งแรงดันอากาศ 2 ระดับระดับหนึ่งสำหรับการหายใจเข้า (IPAP: Inspiratory Positive Airway Pressure)ระดับสำหรับการหายใจออก (EPAP: Expiratory Positive Airway Pressure)ความแตกต่างของแรงดันนี้ช่วยให้คนไข้ที่มีปัญหาหายใจเข้าและออกได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อบกพร่อง ทำให้การหายใจกลับมาเป็นปกติ ใครควรใช้ BiPAP? BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อที่ทำให้การหายใจเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจแบบซับซ้อนที่ CPAP ไม่สามารถช่วยได้ BiPAP เป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้การหายใจกลับมาสู่ภาวะปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดและการใช้งานของเครื่อง BiPAP เครื่อง BiPAP มักจะมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับเครื่อง CPAP แต่การออกแบบส่วนใหญ่จะเน้นที่การทำงานเงียบและให้ความสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ หลายรุ่นของ BiPAP ยังมีตัวเพิ่มความชื้นในอากาศที่ส่งผ่านท่อหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อเมือกในจมูกแห้ง ทำให้การใช้งานรู้สึกสบายขึ้น ความแตกต่างระหว่าง BiPAP และ CPAP ในขณะที่ CPAP ใช้แรงดันอากาศคงที่ในการช่วยรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ BiPAP มีความสามารถในการปรับแรงดันอากาศสองระดับสำหรับการหายใจเข้าและออก ความแตกต่างนี้ทำให้ BiPAP เหมาะกับคนไข้ที่มีภาวะการหายใจที่ซับซ้อนหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคปอดหรือปัญหาทางระบบประสาทนอกจากนี้ เครื่อง BiPAP ยังมีการทำงานที่ซับซ้อนกว่าซึ่งส่งผลให้ ราคาของ BiPAP มักจะสูงกว่า CPAP อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจรุนแรง ที่ไม่สามารถปรับตัวกับการใช้ CPAP ได้ BiPAP จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากช่วยให้หายใจได้สะดวกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหายใจออกที่ BiPAP จะใช้แรงดันที่น้อยกว่าในช่วงหายใจเข้า สรุป CPAP และ BiPAP ต่างก็เป็นเครื่องช่วยหายใจที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ทั้งสองมีหลักการทำงานที่คล้ายกัน แต่มีข้อแตกต่างหลักในเรื่องของแรงดันอากาศที่ใช้ระหว่างการหายใจเข้าและออก CPAP ให้แรงดันคงที่ตลอดเวลา ในขณะที่ BiPAP สามารถปรับแรงดันอากาศตามความต้องการของผู้ป่วยได้BiPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจที่ซับซ้อน หรือมีภาวะทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ส่วน CPAP เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับทั่วไป การเลือกใช้เครื่องใดเครื่องหนึ่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้การรักษาที่ตรงกับความต้องการของผู้ป่วย การเลือกเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้นและลดความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอนกัดฟัน กำลังทำร้ายฟันตัวเองตอนนอนอยู่หรือเปล่า?

Bruxism เป็นภาวะที่หลายคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมี เพราะเกิดขึ้นตอนนอนหลับ หรือบางคนอาจเกิดขณะตื่นในช่วงที่กำลังเครียด

หยุดหายใจขณะหลับ ระวัง! โรคเงียบที่อาจเกิดขึ้นกับคุณคืนนี้

อาการที่ร่างกายหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ระหว่างการนอนหลับ โดยไม่รู้ตัว ปัญหานี้เกิดจากทางเดินหายใจส่วนบนถูกปิดกั้น

อุปกรณ์รักษานอนกรน ตัวช่วยคืนการนอนหลับที่มีคุณภาพ

พามาเจาะลึกอุปกรณ์รักษานอนกรน จาก VitalSleep Clinic ว่ามีอะไรบ้าง ใช้อย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง เพื่อให้คุณกลับมามีการนอนที่เงียบสงบ

นอนเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ แถมตื่นมาปวดหัว ควรตรวจ Sleep Test ที่ไหนดี?

นอนเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ นอนนานแค่ไหนก็ยังไม่สดชื่น? แถมตื่นมาแล้วยังปวดหัวอีก? ปัญหาแบบนี้พบได้บ่อยและอาจมากกว่าการนอนไม่พอ บางครั้งอาการปวดหัวหลังตื่นนอนอาจเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับ หรือความผิดปกติอื่น เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาจต้องรับการตรวจ Sleep Test เพื่อหาสาเหตุให้ชัดเจน สาเหตุที่ทำให้ปวดหัวหลังตื่นนอน การตื่นมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะไม่ใช่เรื่องเล็ก หลายกรณีอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ เช่นภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือการนอนกรนรุนแรง ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในร่างกายลดลงระหว่างหลับภาวะขาดน้ำ จะส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดและสมอง อาจทำให้คุณปวดหัวในช่วงเช้าได้สภาพแวดล้อมการนอนไม่เหมาะสม หมอนที่ไม่พอดี แสงหรือเสียงรบกวน ล้วนส่งผลต่อคุณภาพการนอนผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายเครียด หรือยานอนหลับ อาจทำให้คุณปวดหัวในตอนเช้าได้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด มีผลต่อวงจรการนอนหลับ อาจทำให้รู้สึกไม่สดชื่นหรือปวดหัวในตอนตื่นไมเกรน โดยเฉพาะในคนที่เคยปวดหัวไมเกรน อาจมีอาการกำเริบในช่วงเช้า ทำไมการนอนไม่พอถึงทำให้ปวดหัวได้? อาการปวดหัวหลังตื่นนอนอาจไม่ได้เกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว แต่ "การนอนไม่พอ" ก็เป็นตัวการสำคัญที่หลายคนมองข้ามบทความที่เกี่ยวข้อง : สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อย ๆ อันตราย อย่าปล่อยไว้ ก่อนเป็นเรื่องใหญ่ 1. ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง สมองจะปรับสมดุลสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความรู้สึกเจ็บปวด เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และ โดพามีน (Dopamine) ที่ช่วยลดความไวของระบบประสาทต่อสิ่งกระตุ้นภายนอก เมื่อนอนน้อย ระดับสารเหล่านี้จะเสียสมดุล 2. เพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียด การอดนอนจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง คอร์ติซอล (Cortisol) หรือที่เรียกกันว่า “ฮอร์โมนความเครียด” เพิ่มมากขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้อาจไปทำให้หลอดเลือดในสมองหดตัว และส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดในสมอง 3. กล้ามเนื้อตึงและการกดทับของเส้นประสาท ร่างกายอาจตกอยู่ในภาวะ "ตึงเครียด" ตลอดคืนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ และศีรษะที่ไม่สามารถผ่อนคลายได้เต็มที่ ความตึงเครียดนี้อาจส่งผลให้เส้นประสาทในบริเวณศีรษะถูกกดทับจนเกิดอาการปวดศีรษะตอนตื่นนอนได้ 4. การไหลเวียนเลือดผิดปกติ ช่วงเวลานอนหลับ ร่างกายจะเข้าสู่โหมดฟื้นฟูระบบไหลเวียนโลหิต แต่หากคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ การไหลเวียนเลือดในสมองจะลดลงหรือไม่ราบรื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รู้สึกเวียนหัว มึนศีรษะ หรือปวดหัวหลังตื่นนอนได้ 5. เชื่อมโยงกับโรคไมเกรน มีงานวิจัยจาก Susan Bernstein พบว่า การนอนหลับไม่เพียงพออาจเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคไมเกรนในผู้ที่มีแนวโน้มอยู่แล้ว อาจรุนแรงและยาวนานมากากขึ้น ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ “นอนไม่พอเฉย ๆ” ทั้งที่จริงแล้วกำลังเข้าสู่วงจรของไมเกรนเรื้อรัง​ อยากรู้ว่านอนพอไหม? ตรวจการนอนหลับด้วย Belun Ring ได้ที่ VitalSleep Clinic https://www.youtube.com/shorts/yF3sZhOaXGg หากคุณมักตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหัว เหนื่อยล้า หรือรู้สึกไม่สดชื่นแม้นอนครบ 7-8 ชั่วโมง อาจถึงเวลาแล้วที่จะต้องเช็กคุณภาพการนอนของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น การตรวจการนอนหลับจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า “เรานอนพอจริงไหม?” และ “ร่างกายได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพหรือเปล่า?” สนใจตรวจการนอนหลับ คลิกเลย https://www.youtube.com/shorts/VHwrvaJPK08 โปรแกรม mHBOT (Mild Hyperbaric Oxygen Therapy) คืออีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนสู่สมอง ฟื้นฟูระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับลึก และลดอาการปวดหัวเรื้อรังที่เกิดจากการนอนไม่เพียงพอหลับลึก หลับสนิทขึ้นลดการตื่นกลางดึกฟื้นฟูระบบสมอง ลดอาการปวดหัวที่เรื้อรังจากการนอนเพิ่มพลังระหว่างวัน ตื่นมาสดชื่น สมองโล่งกว่าเดิม ปรึกษาวิธีการรักษากับเเพทย์เฉพาะทาง! ผลเสียจากการนอนไม่พอที่คุณอาจคาดไม่ถึง การนอนไม่เพียงพอเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและใจ เช่น:สมาธิลดลง ตัดสินใจช้าอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากการหลับในภูมิคุ้มกันลดลง ป่วยง่ายอยากอาหารมากขึ้น เสี่ยงอ้วนเพิ่มโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันสูง และโรคหัวใจ ควรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะพอ? ผู้ใหญ่ ควรนอนวันละ 7–9 ชั่วโมงวัยรุ่น ควรนอน 8–10 ชั่วโมงเด็กเล็ก–ทารก อาจต้องการนอนมากถึง 18 ชั่วโมงต่อวันนอกจากปริมาณแล้ว “คุณภาพของการนอน” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณนอนครบ 8 ชั่วโมงแต่หลับไม่สนิท ตื่นกลางดึกบ่อย ก็อาจยังรู้สึกง่วงเพลียและปวดหัวในตอนเช้าได้

นอนกรน เสี่ยง โรคใหลตาย ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

อาการนอนกรนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สร้างความรำคาญใจให้กับคนรอบข้างเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่อันตรายถึงชีวิต

Why choose VitalSleep and Wellness
ตรวจคุณภาพการนอนหลับได้จากที่บ้าน

ตรวจการหลับ Sleep Test ที่ VitalSleep and Wellness สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดิน ทาง มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปติดตั้ง ให้ถึงที่บ้าน อ่านผลการตรวจ โดยแพทย์เฉพาะทาง Dental Sleep Medicine

ลดเสียงกรนด้วยวิธีการที่หลากหลาย

ที่ VitalSleep and Wellness นําเสนอแนวทางการรักษานอนกรน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ออกแบบ เฉพาะบุคคล รักษาได้ทั้ง แบบไม่ผ่าตัด และแบบผ่าตัด และการรักษาครอบคลุมไปถึงการรักษาอาการนอน กัดฟัน และข้อต่อขากรรไกรอักเสบ

ค้นหา และรักษานอนกรน ที่ต้นเหตุ

เน้นการตรวจเชิงลึกหลายแนวทาง เพื่อค้นหาและวินิจฉัยสาเหตุการรักษาที่แท้จริง มุ่งเน้นรักษาและบําบัดสาเหตุของการกรนที่ต้นเหตุ คือ กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ด้วย Myofunctional Therapy

แนวทางการรักษาแบบองค์รวม ผสมผสาน

นําเสนอการรักษาที่หลากหลาย ออกแบบเฉพาะบุคล เน้นการรักษาแบบผสมผสาน การรักษาหลายอย่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมทุกความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ทพ. ดร. อมรพงษ์ วชิรมน

Medical Director
แพทย์เฉพาะทางรักษานอนกรน

VitalSleep and Wellness
ดูแลโดย แพทย์เฉพาะทาง และนักกายภาพบําบัดวิชาชีพ
  • Polysomnography - Sleep Test ตรวจการนอนหลับ
  • เครื่องมือทันตกรรม รักษานอนกรน
  • เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก รักษานอนกรน
  • รักษาอาการ นอนกัดฟัน
  • รักษาอาการ ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ ขากรรไกรมีเสียงคลิก
  • บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า และทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร รักษานอนกรน
…and much more!