• อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
  • อาคารพญาไท พลาซ่า
  • ชั้น 33 ติด BTS
  • สถานี พญาไท ทางออกที่ 1
Update! ใหม่ล่าสุด วิธีรักษานอนกรน
บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า
และทางเดินหายใจส่วนต้น

Update! ใหม่ล่าสุด วิธีรักษานอนกรน

บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า
และทางเดินหายใจส่วนต้น
Table of Contents

การนอนกรน เป็นปัญหาการนอนที่พบได้บ่อยและส่งผลต่อทั้งคนที่นอนกรนและคนรอบข้าง อาการกรนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่ออ่อนในทางเดินหายใจ ซึ่งมักเกิดมาจากการหย่อนของกล้ามเนื้อบริเวณลำคอขณะหลับ แม้ว่าจะมีวิธีการรักษานอนกรนหลายรูปแบบ แต่ Myofunctional Therapy หรือการบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าและทางเดินหายใจส่วนต้น กำลังเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจ เพราะสามารถช่วยรักษาการนอนกรนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดหรืออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ บทความนี้จะอธิบายถึงหลักการของการบำบัดนี้ รวมถึงศักยภาพในการรักษาอาการนอนกรนและการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับอย่างครบถ้วน

ทำความรู้จักกับ Myofunctional Therapy

Myofunctional Therapy เป็นการบำบัดที่เน้นการพัฒนากล้ามเนื้อใบหน้า ปาก และลำคอ เป้าหมายของการบำบัดคือการแก้ไขปัญหาการทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่เหมาะสม เช่น การเคลื่อนไหวของลิ้น การกลืน หรือการหายใจ ที่เป็นสาเหตุของอาการกรน ซึ่งการบำบัดกล้ามเนื้อใบหน้าและทางเดินหายใจนี้จะช่วยปรับปรุงการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณปาก ลำคอ และการหายใจ รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของการนอนกรน

วิธีการบำบัดนี้ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและการทำงานที่ดีของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยมีผลต่อการเคี้ยว การกลืน และการพูด ที่สำคัญยังช่วยปรับปรุงการหายใจที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานอนกรนได้ในระยะยาว

หลักการบำบัด Myofunctional Therapy ในการรักษานอนอาการกรน

การบำบัดด้วย Myofunctional Therapy จะเน้นการฝึกกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ การกลืน การทำงานอื่น ๆ ในช่องปากและทางเดินหายใจส่วนต้น ในกรณีของการนอนกรน การฝึกกล้ามเนื้อดังกล่าวจะช่วยลดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่ออ่อนในคอและเปิดทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการกรน

  1. การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ
    การฝึกกล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ เป็นส่วนสำคัญของการบำบัด Myofunctional Therapy โดยมีการออกกำลังกายที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเหล่านี้ การออกกำลังกายช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ ทำให้ลดการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อในคอที่ทำให้เกิดเสียงกรนได้
  2. การแก้ไขท่าทางในช่องปาก
    อาการนอนกรน อาจมีสาเหตุมาจากการวางตำแหน่งของลิ้นที่ไม่ถูกต้อง ลิ้นที่ตกไปด้านหลังมากเกินไป การบำบัดนี้จะเน้นการปรับท่าทางของลิ้น ริมฝีปาก และกรามให้เหมาะสม เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้นและลดการกีดขวางของลมหายใจขณะหลับ ซึ่งสามารถช่วยแก้อาการนอนกรนได้
  3. การฝึกการกลืน
    บางคนอาจมีปัญหาการกลืนที่ไม่ถูกต้อง เป็นสาเหตุของอาการกรน การฝึกกล้ามเนื้อให้ทำงานได้อย่างถูกต้องสามารถช่วยลดโอกาสเกิดการนอนกรนได้
  4. ฝึกเทคนิคการหายใจ
    การหายใจที่ไม่เหมาะสมอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของอาการกรน การบำบัด Myofunctional Therapy จะสอนให้ผู้ที่มีปัญหานอนกรนฝึกการหายใจที่ถูกต้อง เช่น การหายใจทางจมูกและการหายใจด้วยกระบังลม ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ ลดโอกาสของการหายใจทางปากซึ่งอาจทำให้เกิดอาการกรนได้
  5. การออกกำลังกายลิ้น
    กล้ามเนื้อลิ้นมีบทบาทสำคัญในการหายใจและการนอนกรน การฝึกออกกำลังกายลิ้นเป็นอีกส่วนหนึ่งของ Myofunctional Therapy ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของลิ้น ช่วยปรับท่าทางของลิ้นและลดการสั่นสะเทือนที่เป็นสาเหตุของอาการนอนกรน

การบำบัด Myofunctional Therapy ควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญ

เพราะสามารถประเมินสาเหตุที่แท้จริงของอาการนอนกรนได้แม่นยำ มาพัฒนาแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการนอนกรนเรื้อรัง

อาการนอนกรน อาจดูเหมือนเป็นเพียงปัญหาเล็ก ๆ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ การนอนกรนเป็นสัญญาณที่อาจบอกถึงปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ เช่น

  1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA)
    การนอนกรนอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ทำให้การหายใจหยุดชะงักขณะหลับ โดยภาวะนี้สัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน
  2. ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
    อาการนอนกรนเรื้อรังอาจทำให้เกิดปัญหาด้านหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงและจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ อาการนอนกรนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย
  3. อาการง่วงนอนและการทำงานของสมองบกพร่อง
    อาการนอนกรนสามารถรบกวนการนอนหลับ ทำให้เกิดอาการง่วงนอนในช่วงกลางวัน และสมองทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจส่งผลต่อการทำงานในชีวิตประจำวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
  4. ปัญหาความสัมพันธ์
    อาการนอนกรนที่รุนแรงอาจรบกวนการนอนของคู่สมรสหรือคนรอบข้าง ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์และความเครียดจากการนอนไม่พอ
  5. ความเหนื่อยล้าและปัญหาทางอารมณ์
    อาการนอนกรนอาจส่งผลต่ออารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความหงุดหงิด ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล เนื่องจากการนอนไม่พอและคุณภาพการนอนที่แย่
  6. สมาธิและความจำบกพร่อง
    อาการนอนกรนอาจส่งผลกระทบต่อสมาธิ ความจำและความสามารถในการเรียนรู้
  7. ความผิดปกติของการเผาผลาญ
    จากงานวิจัยพบว่า อาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และโรคอ้วน

ข้อดีของการบำบัด Myofunctional Therapy

การบำบัด Myofunctional Therapy มีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับวิธีการรักษานอนกรนแบบดั้งเดิม

  1. การบำบัดที่ไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดหรือยา
    หนึ่งในข้อดีหลัก ๆ ของ Myofunctional Therapy คือไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดหรือการใช้ยาใด ๆ เลย เป็นการรักษาที่ใช้การออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อเพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบหายใจและกล้ามเนื้อใบหน้า จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้วิธีการที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
  2. ปรับปรุงคุณภาพชีวิต
    เมื่ออาการนอนกรนลดลง จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าในระหว่างวัน ทำให้การทำงานและการดำเนินชีวิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวที่อาจได้รับผลกระทบจากเสียงกรนได้
  3. ลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพในระยะยาว
    การนอนกรนที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การบำบัดด้วย Myofunctional Therapy สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะเหล่านี้ได้ในระยะยาว
  4. การปรับตัวที่ง่ายและเหมาะสมสำหรับผู้ใช้ทุกวัย
    การบำบัดนี้เหมาะสำหรับทุกคน ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถปรับใช้ได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคล ซึ่งจะแตกต่างจากการผ่าตัดหรือการใช้เครื่อง CPAP ที่อาจไม่สะดวกสำหรับในบางคน
  5. ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
    การฝึกกล้ามเนื้อใน Myofunctional Therapy จะให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึกและพัฒนาจะสามารถคงความแข็งแรงและยืดหยุ่นได้แม้หลังจากการรักษาแล้ว ต่างจากการใช้อุปกรณ์เสริมที่อาจต้องใช้ตลอดชีวิต

ใครบ้างที่เหมาะสมกับการบำบัด Myofunctional Therapy?

การบำบัด Myofunctional Therapy เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนกรนทั้งที่เกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจและจากการทำงานของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีอาการนอนกรนแบบเรื้อรัง
  2. ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับไม่รุนแรง
  3. ผู้ที่มีปัญหาการหายใจทางปากมากกว่าการหายใจทางจมูก
  4. ผู้ที่มีปัญหาการกลืนที่ผิดปกติ หรือเคี้ยวอาหารได้ไม่ดี
  5. เด็กที่มีปัญหาการพัฒนากล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการนอนกรนในอนาคต
  6. ผู้ที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้หรือต้องการหาวิธีรักษาแบบทางเลือกที่ไม่ซับซ้อน

ใครบ้างที่เหมาะสมกับการบำบัด Myofunctional Therapy?

การบำบัด Myofunctional Therapy เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหานอนกรนทั้งที่เกิดจากการอุดกั้นทางเดินหายใจและจากการทำงานของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้

  1. ผู้ที่มีอาการนอนกรนแบบเรื้อรัง
  2. ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับไม่รุนแรง
  3. ผู้ที่มีปัญหาการหายใจทางปากมากกว่าการหายใจทางจมูก
  4. ผู้ที่มีปัญหาการกลืนที่ผิดปกติ หรือเคี้ยวอาหารได้ไม่ดี
  5. เด็กที่มีปัญหาการพัฒนากล้ามเนื้อใบหน้าและลำคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการนอนกรนในอนาคต
  6. ผู้ที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้หรือต้องการหาวิธีรักษาแบบทางเลือกที่ไม่ซับซ้อน

กระบวนการบำบัด Myofunctional Therapy

การเริ่มต้นบำบัด Myofunctional Therapy มักเริ่มจากการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น นักกายภาพบำบัดเฉพาะทางหรือนักบำบัดด้านการหายใจ โดยกระบวนการบำบัดจะแบ่งเป็นขั้นตอน ดังนี้

1. การประเมินเบื้องต้น

แพทย์เฉพาะทางจะประเมินโครงสร้างทางกายวิภาคของกล้ามเนื้อใบหน้า ปาก และลำคอ รวมถึงพฤติกรรมการหายใจ การกลืน และการทำงานของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุของอาการนอนกรน

2. การออกแบบแผนการบำบัด

เมื่อทราบถึงสาเหตุแล้ว ผู้เชี่ยวชาญจะพัฒนาแผนการบำบัดที่เหมาะสมซึ่งอาจรวมถึงการออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อ การปรับปรุงพฤติกรรมการหายใจและการกลืน ซึ่งการออกกำลังกายจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในลำคอ ลิ้น และทางเดินหายใจ

3. การฝึกฝนและการติดตามผล

ผู้ป่วยจะต้องทำการฝึกฝนการออกกำลังกายตามแผนที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนด การติดตามผลเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้แน่ใจว่าการบำบัดมีประสิทธิภาพ และมีการปรับปรุงแผนการบำบัดให้เหมาะสมกับความก้าวหน้าของผู้ป่วย

สรุป

Myofunctional Therapy เป็นวิธีการรักษาการนอนกรนที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการพัฒนากล้ามเนื้อใบหน้า ลิ้น และลำคอ เพื่อปรับปรุงการทำงานของระบบหายใจ ช่วยลดการนอนกรน และปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับอย่างมีนัยสำคัญ ข้อดีของการบำบัดนี้คือไม่ต้องพึ่งพาการผ่าตัดหรืออุปกรณ์เสริม ทำให้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีอาการนอนกรนที่ไม่รุนแรงและต้องการหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือเครื่อง CPAP

หากคุณมีปัญหาการนอนกรนและต้องการหาทางเลือกในการรักษาที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การบำบัด Myofunctional Therapy อาจเป็นคำตอบที่เหมาะสมสำหรับคุณ โดยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในด้านนี้จะช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย

Related Blogs and Articles
ภาวะลูกนอนกรน

ภาวะนอนกรนในเด็กไม่ใช่เพียงอาการธรรมดา ต่างจากผู้ใหญ่ที่มักเกี่ยวข้องกับโรคอ้วนหรือ OSA เด็กที่กรนอาจมีความผิดปกติของทางเดินหายใจ ส่งผลต่อพัฒนาการ

เด็กเล็ก นอนกรน

เด็กเล็ก นอนกรน เป็นประจำ อาจไม่ใช่เรื่องปกติอย่างที่คิด เพราะอาการนอนกรนอาจเป็นสัญญาณของปัญหาการหายใจที่ส่งผลต่อหัวใจและสุขภาพโดยรวม

Snoring increases the risk of cancer

หลายคนอาจคิดว่า “การนอนกรน” เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย แต่รู้หรือไม่ว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งมักพบร่วมกับการกรน อาจมีความเชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”https://www.youtube.com/shorts/Qil5hs1gy5A ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คืออะไร? ข้อมูลจากสถาบันโรคหัวใจ ปอด และโลหิตวิทยาแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NHLBI) ระบุว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ใหญ่ จะมีช่วงที่หยุดหายใจและกลับมาหายใจซ้ำ ๆ ขณะนอนหลับ ทำให้หลับไม่สนิท นอนหลับไม่เต็มที่และรบกวนคุณภาพชีวิตในระยะยาว​สาเหตุหลัก มาจากกล้ามเนื้อบริเวณลำคอที่หย่อนตัวผิดปกติ ทำให้ทางเดินหายใจอุดกั้น หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่โรคร้ายต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมอง และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ความเชื่อมโยงระหว่างการนอนกรนกับโรคมะเร็ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Athanasia Pataka จาก Aristotle University of Thessaloniki ประเทศกรีซ ได้เปิดเผยว่า ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือมีอาการกรนอย่างรุนแรง จะมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำระหว่างนอนหลับ ภาวะนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิด งานวิจัยที่ชี้ชัด มีการศึกษาจาก Medical News Today ในกลุ่มตัวอย่างกว่า 19,000 คน (ชาย 13,767 คน หญิง 5,789 คน) พบว่า​ผู้ที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 90% ซ้ำ ๆ ในแต่ละคืน มีความเสี่ยงต่อมะเร็งมากขึ้นในกลุ่มนี้ มีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งจำนวน 388 คน (ราว 2%)มะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงคือ มะเร็งเต้านม ส่วนผู้ชายคือ มะเร็งต่อมลูกหมากที่น่าสนใจคือ การหยุดหายใจขณะหลับมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง ชัดเจนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในคนที่มีอาการรุนแรง และมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำในช่วงกลางคืนนักวิจัยยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ปัจจัยทางชีววิทยาระหว่างเพศชายและหญิง เช่น ฮอร์โมน อาจเป็นตัวเร่งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง รวมถึงอิทธิพลของออกซิเจนต่ำในเลือด ซึ่งอาจกระตุ้นกระบวนการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย วิธีรักษาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การรักษาจะเริ่มจาก การตรวจ Sleep Test เพื่อประเมินความรุนแรง จากนั้นแพทย์เฉพาะทางจะวางแผนการรักษา มีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด| บทความที่เกี่ยวข้อง อาการเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อันตรายแค่ไหน?​ สนใจตรวจการนอนหลับ คลิกเลย การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ยางครอบฟันช่วยเปิดทางเดินหายใจ (Oral Appliance)การทำบำบัดกล้ามเนื้อทางเดินหายใจ (Myofunctional Therapy)คลื่นความถี่วิทยุ RF จี้โคนลิ้นและเยื่อบุจมูกการใช้ CPAP การรักษาแบบผ่าตัด การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร (Maxillomandibular Advancement)การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่ ทำไมต้องรักษาที่ VitalSleep Clinic? แพทย์เฉพาะทางและผู้เชี่ยวชาญมีทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมจากสถาบันระดับโลก พร้อมใบรับรองด้านการรักษาความผิดปกติของกล้ามเนื้อช่องปาก ใบหน้าและทางเดินหายใจเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยครอบคลุมทั้งแนวทางแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด รวมถึง Myosa® สำหรับผู้มีปัญหานอนกัดฟันหรือข้อต่อขากรรไกรใส่ใจ ดูแลรักษาได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หรือปัญหาข้อต่อขากรรไกร พร้อมดูแลอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สรุป ภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำขณะหลับ จึงควรตรวจ Sleep Test เพื่อประเมินอาการและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีทางเลือกทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัดที่ VitalSleep Clinic พร้อมดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาปัญหากับผู้เชี่ยวชาญ ฟรี!

Sleep Test มีกี่แบบ

Sleep Test มีกี่แบบ และควรเลือกตรวจแบบไหน? การตรวจการนอนหลับ หรือ Sleep test เป็นการตรวจทดสอบเพื่อประเมินสภาพการนอนของเรา ตรวจหาปัญหาการนอนหลับและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยการทดสอบนี้มีหลายแบบ แบ่งตามมาตรฐานของสมาคมเวชศาสตร์การนอนหลับแห่งสหรัฐอเมริกา (AASM) แต่ละแบบมีความซับซ้อนและวิธีการที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของผู้ป่วยรูปแบบการตรวจ Sleep Testระดับที่ 1 การทดสอบแบบสมบูรณ์โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดคืนการตรวจนี้เป็นการทดสอบการนอนหลับที่ละเอียดและสมบูรณ์ที่สุด โดยมีการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง, คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ, การเคลื่อนไหวของลูกตาและใต้คาง, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การวัดระดับออกซิเจนในเลือด และการตรวจวัดลมหายใจ ขณะทดสอบมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าดูตลอดทั้งคืน มักจะทำในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีห้องตรวจเฉพาะ การตรวจในระดับนี้มีความละเอียดและแม่นยำมาก เหมาะสำหรับคนที่มีอาการนอนหลับผิดปกติอย่างรุนแรงระดับที่ 2 การทดสอบแบบสมบูรณ์โดยไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าการทดสอบในระดับนี้จะคล้ายกับระดับที่ 1 ในเรื่องความละเอียดในของการวัดข้อมูล แต่จะไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอดคืน สามารถทำการตรวจที่บ้านได้ โดยเจ้าหน้าที่จะมาติดตั้งอุปกรณ์ในตอนเย็นแล้วปล่อยให้ทดสอบเองในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ลดความเครียดและความวิตกกังวลได้ข้อดี ของการทดสอบระดับที่ 2 นี้คือ ค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าการตรวจในโรงพยาบาล ไม่ต้องเดินทางหรือเสียเวลารอคิวตรวจเป็นเวลานานระดับที่ 3 การทดสอบแบบจำกัดข้อมูลจะมีความละเอียดน้อยกว่าระดับที่ 1 และ 2 โดยวัดเพียงข้อมูลพื้นฐาน เช่น การวัดการหายใจ การเคลื่อนไหวของหน้าอกและท้อง การวัดระดับออกซิเจนในเลือด และการตรวจวัดเสียงกรน ในบางครั้งอาจมีการวัดคลื่นหัวใจร่วมด้วย จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่ซับซ้อนหรือแค่นอนกรนอย่างเดียว เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพการนอนหลับได้เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้วัดคลื่นสมอง อาจไม่ได้รับข้อมูลที่แม่นยำเท่ากับการตรวจระดับที่ 1 และ 2ระดับที่ 4 การทดสอบวัดออกซิเจนในเลือดและลมหายใจเป็นการตรวจการนอนหลับที่พื้นฐานที่สุด วัดเพียงออกซิเจนในเลือดหรือลมหายใจขณะหลับ ข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจนี้มีจำกัดไม่เพียงพอในการวินิจฉัยอาการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างแม่นยำ​บทความจาก Home Sleep Studies Australia อธิบายว่า การตรวจการนอนมี 4 ระดับที่แตกต่างกันตามความละเอียดของข้อมูล แม้จะได้ข้อมูลละเอียดและแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ทันที แต่ก็อาจไม่สะดวกสบายเท่าการตรวจที่บ้าน​ วิธีการเลือกการตรวจที่เหมาะสม การเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของปัญหาการนอนหลับของแต่ละคน สำหรับคนที่มีอาการนอนกรนธรรมดา การตรวจในระดับที่ 3 อาจเพียงพอ แต่หากสงสัยว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยไหม ควรพิจารณาการตรวจระดับที่ 1 หรือ 2 ที่มีความละเอียดสูงกว่า สำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย การเลือกตรวจที่บ้านในระดับที่ 2 เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะสามารถทำในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคยโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าทาง VitalSleep Clinic มีให้บริการการตรวจการนอนหลับทั้งระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งสามารถทำการตรวจที่บ้านของผู้รับการตรวจได้ โดยให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสะดวกสบายมากขึ้น ปรึกษาการตรวจการนอนหลับฟรี! ขั้นตอนการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ระดับ 1 และ 2 https://www.youtube.com/shorts/dGpk79k46ks เริ่มต้นการทดสอบจะเริ่มในช่วงหัวค่ำ ประมาณ 00 น. หรือตามเวลาที่เหมาะสมของผู้รับการตรวจ เจ้าหน้าที่จะทำการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการนอนหลับ กรอกเอกสารความยินยอม หลังจากนั้นจะอธิบายถึงการใช้อุปกรณ์และวิธีการปฏิบัติตัวระหว่างการตรวจการใช้ CPAP สำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจรุนแรงหากพบว่าผู้รับการตรวจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับระดับรุนแรง เจ้าหน้าที่จะทำการทดลองใส่หน้ากาก CPAP เพื่อช่วยในการรักษาในคืนที่ตรวจเลย เมื่อผู้รับการทดสอบการนอนหลับพร้อมที่จะเข้านอนการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดเจ้าหน้าที่จะทำการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น สายวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง, คลื่นกล้ามเนื้อ, การเคลื่อนไหวของลูกตา ตรวจวัดคลื่นหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการวัดลมหายใจและการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมมากที่สุดการตรวจวัดระบบหายใจผู้รับการตรวจจะได้รับการวัดการหายใจโดยมีสายวัดติดบริเวณจมูก สายรัดที่หน้าอกและท้อง รวมถึงการวัดระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้ว ในบางกรณีอาจมีการบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม ตามความจำเป็นการทดสอบตลอดคืนสำหรับการตรวจระดับที่ 1 จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูในห้องควบคุมเพื่อติดตามการนอนตลอดคืน ในขณะที่การตรวจระดับที่ 2 จะไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้า แต่ผู้รับการตรวจจะนอนหลับอย่างต่อเนื่องตามปกติ คำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนการตรวจสวมเสื้อผ้าที่สบายเหมือนชุดที่ใส่นอนตามปกติทุกคืนหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันที่ตรวจหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงบ่ายในวันที่ตรวจแจ้งเจ้าหน้าที่หากคุณมีการใช้ยารักษาโรคประจำตัวหลังจากการตรวจเสร็จสิ้นในช่วงเช้า ผู้รับการตรวจสามารถกลับบ้านได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลที่ได้รับไปวิเคราะห์โดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำตรวจการนอนหลับที่บ้านกับ VitalSleep Clinic สะดวก ปลอดภัย แม่นยำหากคุณมีปัญหานอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หรือนอนแล้วไม่สดชื่น การตรวจการนอนหลับที่บ้าน (Home Sleep Test) คือทางเลือกที่สะดวกและง่ายที่สุด!ไม่ต้องเดินทางอยู่ที่ไหนก็ตรวจได้ แม้คุณจะอยู่ต่างจังหวัดใช้งานง่ายอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัด แค่ติดตั้งก่อนนอนผลแม่นยำวิเคราะห์โดยแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลังรู้ผลไวพร้อมให้คำแนะนำแนวทางการรักษาที่ VitalSleep Clinic เรามุ่งเน้นการให้บริการตรวจสุขภาพการนอนหลับที่บ้าน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำใกล้เคียงกับสภาวะการนอนหลับในชีวิตจริง นอกจากนี้เรายังมีทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่เฉพาะทางที่พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลในทุกขั้นตอนอ่านเพิ่มเติม สรุป การตรวจการนอนหลับ Sleep Test หรือการตรวจสุขภาพการนอนหลับมีทั้งหมด 4 ระดับ ซึ่งแต่ละระดับมีความซับซ้อนและวิธีการตรวจที่แตกต่างกันออกไป การเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับคุณ ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและความจำเป็นของผู้ป่วย โดยการตรวจระดับที่ 1 และ 2 เป็นการตรวจที่ละเอียดและได้ข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการนอนหลับผิดปกติรุนแรง ในขณะที่การตรวจระดับที่ 3 และ 4 เป็นการตรวจที่จำกัดข้อมูลมากกว่า เหมาะกับผู้ที่มีอาการน้อยหรือไม่ซับซ้อนการเลือกสถานที่ตรวจการนอนหลับ Sleep Test เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึง หากคุณต้องการความสะดวกสบายและต้องการผลลัพธ์ที่แม่นยำ การเลือกทำ Sleep Test ที่บ้านเป็นทางเลือกที่ดี การนอนหลับในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น สะดวกในการเข้ารับการตรวจที่ VitalSleep Clinic เราให้บริการตรวจสุขภาพการนอนหลับที่บ้านของคนที่อยากตรวจ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและใกล้เคียงกับการนอนในชีวิตประจำวัน หากคุณสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตรวจการนอนหลับ สามารถติดต่อเราได้ เรายินดีให้บริการและคำแนะนำที่เหมาะสมแก่คุณ สนใจตรวจการนอนหลับ คลิกเลย

แก้การนอนกรน

ไขความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักเกินกับการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) พร้อมแนวทางฟื้นฟูสมดุลร่างกายจากภายใน

Brain stimulation technology

โปรแกรม EXOMIND เทคโนโลยีกระตุ้นสมอง ที่ช่วยให้หลับง่าย หลับลึก หลับไว คุณเคยไหม?... ที่พยายามเข้านอนตั้งแต่สามทุ่ม แต่ตาแข็งยันตีสอง? หรือแม้จะนอนได้แต่ตื่นมาก็ยังรู้สึกยังไม่สดชื่น เหมือนนอนไม่พอ EXOMIND อาจเป็นคำตอบใหม่สำหรับคนที่กำลังต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ ทำไม? การนอนหลับถึงสำคัญ หลับลึก (Deep Sleep) คืออะไร? Deep Sleep คือช่วงที่สมองของคุณพักผ่อนจริง ๆ เป็นช่วงที่ระบบซ่อมแซมร่างกายเริ่มทำงานเต็มที่ ฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่ง ระบบภูมิคุ้มกันรีเซ็ต และความจำระยะยาวเริ่มเก็บข้อมูล ถ้าคุณไม่มี Deep Sleep คุณจะเหนื่อยง่าย หลงลืม และรู้สึกไม่สดชื่นตลอดวัน ผลกระทบของการนอนไม่พอ ปัญหาการนอนที่คนไทยเจอกันบ่อย เรื่อง “การนอนหลับ” กลับมีคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่กำลังเผชิญกับภาวะนอนไม่มีคุณภาพแบบไม่รู้ตัว ปัญหาการนอนหลับไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ "ง่วงตอนกลางวัน" แต่ยังส่งผลลึกไปถึงสมอง หัวใจ อารมณ์ และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตทุกด้าน โดยเฉพาะ 2 ปัญหาหลักที่พบบ่อย คือ นอนไม่หลับ และ หลับไม่ลึก นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก ถ้าคุณเข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม หวังจะตื่นมาสดชื่นในวันพรุ่งนี้ แต่ดันนอนพลิกตัวไปมาเหมือนอยู่บนเตียง ตาแข็งจนถึงตีสอง บางคืนหลับได้ก็จริง แต่กลับตื่นขึ้นมาตอนตีสาม ตีสี่ แล้วนอนต่อไม่ได้อีกเลย อาการเหล่านี้เรียกว่า Insomnia หรือ ภาวะนอนไม่หลับ ในระยะสั้น การนอนไม่หลับอาจทำให้เราง่วง สมาธิสั้น อารมณ์แปรปรวน แต่ถ้านานวันเข้าจะเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ หลับไม่ลึก รู้สึกไม่สดชื่น บางคนหลับง่ายมาก ๆ แต่ตื่นเช้ามาแล้วกลับรู้สึก “เหนื่อยกว่าเดิม” เหมือนไม่ได้นอนเลย นั่นคือสัญญาณของภาวะหลับไม่ลึก (Poor Deep Sleep) ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่คนไทยมักมองข้าม การหลับไม่ลึกคือการที่ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ช่วง Deep Sleep ที่เป็นช่วงที่สมองหลั่งโกรทฮอร์โมน ฟื้นฟูร่างกาย ซ่อมแซมเซลล์ และเคลียร์สารพิษที่สะสมในสมอง EXOMIND คืออะไร? โปรแกรม EXOMIND คือเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็ก (BTL Neurostimulation) โดยใช้หลักการของการกระตุ้นสมองผ่านสนามแม่เหล็กความเข้มต่ำ เพื่อปรับวงจรการนอนให้สมดุลมากขึ้น เทคโนโลยี BTL คือการใช้คลื่นแม่เหล็กระดับต่ำ (Low-Intensity Pulsed Electromagnetic Field หรือ PEMF) ที่ปลอดภัย ไม่ต้องผ่าตัด ช่วยกระตุ้นสมองส่วน Prefrontal Cortex ที่เกี่ยวข้องกับการนอน การผ่อนคลาย และการฟื้นฟูจิตใจ โปรแกรม EXOMIND ช่วยการนอนหลับได้อย่างไร? กระตุ้นสมองส่วนลึกเพื่อปรับวงจรการนอน EXOMIND ช่วยให้สมองปรับคลื่นให้เข้าสู่โหมดพักผ่อนโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องกดดันตัวเองให้นอน ช่วยให้เข้าสู่ Deep Sleep ได้ไวขึ้น คนที่เข้ารับการทำ EXOMIND อย่างต่อเนื่องจะพบว่าใช้เวลาน้อยลงในการเข้าสู่ระยะหลับลึก และตื่นมาพร้อมความรู้สึกสดชื่นมากขึ้น ใครบ้าง? ควรลองโปรแกรม EXOMIND คนที่มีปัญหาการนอนที่เรื้อรัง หรือเคยลองมาหลายวิธีแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น หากกำลังสงสัยว่า "เราเหมาะกับโปรแกรมนี้ไหม?" มาดูประเภทของคนที่ควรลอง EXOMIND กัน สรุป ไม่ว่าจะเป็น "นอนไม่หลับ" หรือลงนอนแล้ว "หลับไม่ลึก" ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จบที่ความง่วงตอนเช้า แต่มันสะท้อนถึงสมดุลภายในสมอง ระบบประสาท และสุขภาพโดยรวม ซึ่งการหาแนวทางช่วยฟื้นฟูการนอนตั้งแต่รากฐาน เช่น การใช้โปรแกรม EXOMIND จึงกลายเป็นทางเลือกที่คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น FAQs คำถามที่พบบ่อย

Why choose VitalSleep and Wellness
ตรวจคุณภาพการนอนหลับได้จากที่บ้าน

ตรวจการหลับ Sleep Test ที่ VitalSleep and Wellness สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดิน ทาง มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปติดตั้ง ให้ถึงที่บ้าน อ่านผลการตรวจ โดยแพทย์เฉพาะทาง Dental Sleep Medicine

ลดเสียงกรนด้วยวิธีการที่หลากหลาย

ที่ VitalSleep and Wellness นําเสนอแนวทางการรักษานอนกรน ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ออกแบบ เฉพาะบุคคล รักษาได้ทั้ง แบบไม่ผ่าตัด และแบบผ่าตัด และการรักษาครอบคลุมไปถึงการรักษาอาการนอน กัดฟัน และข้อต่อขากรรไกรอักเสบ

ค้นหา และรักษานอนกรน ที่ต้นเหตุ

เน้นการตรวจเชิงลึกหลายแนวทาง เพื่อค้นหาและวินิจฉัยสาเหตุการรักษาที่แท้จริง มุ่งเน้นรักษาและบําบัดสาเหตุของการกรนที่ต้นเหตุ คือ กล้ามเนื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ด้วย Myofunctional Therapy

แนวทางการรักษาแบบองค์รวม ผสมผสาน

นําเสนอการรักษาที่หลากหลาย ออกแบบเฉพาะบุคล เน้นการรักษาแบบผสมผสาน การรักษาหลายอย่าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมทุกความแตกต่างของแต่ละบุคคล

ทพ. ดร. อมรพงษ์ วชิรมน

Medical Director
แพทย์เฉพาะทางรักษานอนกรน

VitalSleep and Wellness
ดูแลโดย แพทย์เฉพาะทาง และนักกายภาพบําบัดวิชาชีพ
  • Polysomnography - Sleep Test ตรวจการนอนหลับ
  • เครื่องมือทันตกรรม รักษานอนกรน
  • เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก รักษานอนกรน
  • รักษาอาการ นอนกัดฟัน
  • รักษาอาการ ข้อต่อขากรรไกรอักเสบ ขากรรไกรมีเสียงคลิก
  • บำบัดกล้ามเนื้อใบหน้า และทางเดินหายใจส่วนต้น
  • ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร รักษานอนกรน
…and much more!